| Pongsagone's profileมองเห็นเธอทุกครา...PhotosBlogLists | Help |
มองเห็นเธอทุกครา...August 14 คำถามที่ไม่เคยจบ ?เที่ยงคืน สิบสามนาที... กลิ่นสาบนั้โชยมาอีกครั้ง ผมเกลียดมัน ทุกครั้งที่ผมได้กลิ่นนี้ จิตใจระส่ำระสาย และอ่อนแอลงแทบทุกครั้ง กลิ่นแห่งความกังวล ความไม่แน่นอน ความอยาก ชัยชนะ ความสำเร็จ อนาคต ความสุข... พวกเรามีความฝัน จุดมุ่งหมาย ควาามต้องการ ความอยาก ความกระหาย มนุษย์มีความฝัน จุดมุ่งหมาย ควาามต้องการ ความอยาก ความกระหาย ผมมีความฝัน จุดมุ่งหมาย ควาามต้องการ ความอยาก ความกระหาย ในทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องหน้าตามที่ผม จะไขว่คว้ามันมาได้ ... สายตาที่หนักอึ้ง ชีวิตที่ดำเนินมาถึงจุดนี้ มีความหมายเพื่ออะไร? ความสำเร็จ เงิน ครอบครัว คนรัก ...ตัวผมเอง ผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม เพื่ออะไร? ความสำเร็จ เงิน ครอบครัว คนรัก ...ตัวผมเอง เพื่อความสุขที่ผมอยากให้มันเกิดขึ้น เพื่อความสุขที่ควรจะเกิดขึ้น เพื่ออะไร? อะไรคือเหตุที่ทำให้ผมมีชีวิตอยู่? กิเลส ความต้องการทางเพศ สัญชาติญาณในการสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ความต้องการของพ่อแม่ การเป็นมนุษย์ได้ในสังคมนี้สำหรับครอบครัวที่มีการวางแผนครัว ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่ไตร่ตรอง ดังนั้น การที่ผม เกิดขึ้นมาได้ น่าจะเป็นสิ่งที่ได้รับการไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว จากพ่อและแม่ ผมไม่ได้เกิดมาจากสัญชาติญาณเถื่อนเพียงอย่างเดียว... อะไรคือเหตุที่ทำให้ผมดำรงชีวิตอยู่? กิเลส ผมกลัวตาย ความสนุก ความสุข ความอยาก แรงขับดันทางเพศ ความรับผิดชอบ ครอบครัว ความต้องการนิพพาน... ใช่ผมเคยต้องการนิพพาน หากมันมีจริงและไม่ใช่เพียงภาวะอุดมคติของคนกลุ่มหนึ่งในสมัยพุทธกาลแต่ว่า... บ่วงมันคงเยอะเกินไป และผมก็เลิกล้มความตั้งใจไปนานแล้ว อะไรเป็นเหตุให้ผมควรดำรงชีวิตอยู่ต่อไป? เพื่อ พ่อแม่ และคนที่รักผม และคนที่ไม่อยากให้ผมหายไปจากชีวิตและสังคมของเขา เพื่อ ความฝันและจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ผมมีผองเพื่อน เพื่อให้สังคมเล็กๆ เช่นครอบครัวของผม ดำเนินไปได้อย่างปกติสุข เพื่อความสุข และประโยชน์ของทุกๆคน ทำไมผมต้องดำรงอยู่เพื่อความสุขของทุกๆคน? เพราะผมมีชีวิตอยู่ได้เพราะสังคมนี้ เพราะผมมีชีวิตอยู่ได้เพราะพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เพื่อนผ้องพี่น้อง หล่อหลอมผมขึ้นมา ชีวิตของผม อุดมคติของผม จิตวิญญาณและความคิดของผม เกิดขึ้นมาได้เพราะพวกท่าน ภาษาที่ผมใช้พูดและเขียน เพื่อดำรงชีวิต ความคิดที่ผมมี ปัญญาที่เกิดขึ้น เป็นผลผลิตที่ลงตัวทั้งจากทางจิตวิทยา และ ชีววิทยาจากพวกท่าน ผมควรสร้างอะไรตอบแทนพวกท่านบ้าง ทำไม? หากผมไม่ทำประโยชน์ให้ท่าน สังคมย่อมไม่ต้องการผม ผมคงเกิดมาเพื่อตัวเองเท่านั้น เพื่อความสุขของตัวเอง เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดและตายอย่างโดดเดี่ยว ธรรมชาติของสังคมต้องการคนที่สร้างประโยชน์ สังคมย่อมแปลกแยก คนที่ไร้ปะโยชน์ ไร้สมรรภถาพ ขาดความสามารถ และก่อโทษมากกว่าดี ทำไม? เพราะนั่นคือธรรมชาติของสังคม สังคมต้องการคนที่สร้างประโยชน์ เพราะ คนที่สร้างประโยชน์ ย่อมทำให้สังคมมั่นคง และคงอยู่ได้ คนที่ไม่สร้างประโยชน์ ย่อมทำให้สังคมวุ่นวาย และล่มสลาย เพราะสังคมเกิดจากมนุษย์ ความต้องการของมนุษย์คือความต้องการของสังคม จุดมุ่งหมายของมนุษย์คือจุดมุ่งหมายของสังคม ความฝันของมนุษย์คือความฝันของสังคม โดยเหตุนี้ ผมจึงต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป โดยเหตุนี้ ผมควรจะมีความรู้ มีความสามารถ สติปัญญา อำนาจ และผมควรจะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมที่ผมอาศัยอยู่ เพราะผมไม่ต้องการตายแบบโดดเดี่ยว มันไร้ค่าเกินไป เพราะผมไม่ต้องการให้สังคมแปลกแยก และทำลายตัวผม ผมจึงควรมีชีวิต ต่อไป เพื่อตัวผม และเพื่อสังคม January 03 Life as a particleFrom now on,I think we could compare life as a particle !!! 1 life = 1 particle one life moves = one particle moves Normaly a particle which is stable doesn't move or moves with a constant speed. When it has an energy that come along like heat,pression or another source of energy, that particle'll accelerate,change the direction or change its status and could disappear... In this whole small world...we don't have just only one particle but many, that mean there'll never have a particle wihch is stable because 1 particle depend on another particle or influenced by another particle if this particle exists in this world, its status couldn't be stable.It has to move, to accelerat, to be messed, to exchange its energy , to hit, to fussion, to disappear and to rebirth. To be stable only 2 ways are possible...To get out of that world or eliminate all another particle that cause its mess. The question is what is better between being stable or being unstable? The same as life ... we move, we accelerate, we love, we desire, we want ,we suffer,we hope sometime...... All the people mean many lifes, these give us a society ... a whole world for one life, this life become unstable, it depend on another and alway influence by another ...it has been alway fluctuating. until this one life disappears from its whole small world........................ Happy new year 2008 for this life.... Hope it become more stable. October 12 "Ka Mate"
Je meurs,je meurs Je suis vivant, je suis vivant C'est l'homme chevelu Qui fait briller le soeil A nouveau pour toi Un pas vers le haut, puis un autre Un pas vers le haut, puis un autre Le soleil brille !!! September 04 แม้รู้ว่าจะร่วงโรย...ก็ยังเบ่งบาน...เย็นเครื่องจักรไหลผ่านท่อสีเงิน...
...ดูดซับไอร้อนรอบๆ...
...ร้อนเลือดน้ำหนอง และลมหายใจจึงเย็นลง...
...เร็วโลหิตช้าเรื่อยๆส่งผ่านระเหย...
เธอและเขานั่งอยู่ข้างกันภายในห้องกั้นจากภายนอกด้วยกระจกทึบมองจากด้านนอกย่อมไม่เห็น
“ครับ ก็เดี๋ยวผมจะอธิบายหลักการคร่าวๆ ให้ฟัง จริงๆแล้ววิธีที่เราใช้เป็นวิธีใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มใช้กันเมื่อปีที่แล้วนี้เอง แต่องค์การอนามัยโลกก็ยอมรับว่ามันเป็นวิธีที่ปลอดภัย และสามารถใช้ได้ทางการแพทย์ ...เราใช้ไวรัสบรรจุยีนส์ชนิดพิเศษที่เราค้นพบไว้ใน RNA นั่นคือยีนส์ LSP(Life Stopping) จากนั้นก็ฉีดไวรัสเหล่านั้นเข้าไปในร่างกาย ไวรัสจะเข้าไปทำให้เซลล์ทุกเซลล์ติดเชื้อ ทวีคูณขึ้น พร้อมทั้งส่งผ่านยีนส์ตัวนี้เข้าไปในนิวเคลียส ยีนส์ตัวนี้จะผลิตโปรตีนที่ช่วยชะลอความผิดพลาดในการจำลองตัวเองของจีโนมของคุณ พูดง่ายๆก็คือ ความแก่ของคนเรานั่นเอง หลังจากนั้นไวรัสเหล่านี้ที่เราตัดต่อพันธุกรรมจะหยุดทวีคูณย่อยสลสายโดยเซลล์ และ...”
“เอ่อด๊อกครับ เดี๋ยวผมพูดต่อเองดีกว่า” พนักงานขายผู้ที่นั่งอยู่ข้างๆพูดแทรกขึ้นมา
“ครับ...สวัสดีครับ ก็อย่างที่ท่านศาสตราจารย์พูดนั่นละครับ สรุปง่ายๆสั้นๆ ก็คือ สิ่งที่เราฉีดเข้าไปจะหยุดชีวิตคุณไม่ให้แก่ตัวลงไปอีก!!!”
“จริงหรือครับ???!!!!” เขาพูดขึ้น
“เราจะไม่แก่ตัวลงงั้นหรือ???”
“ครับผมรับประกัน 100%” พนักงานขายแสดงความมั่นใจ
“แล้วค่าใช้จ่าย ละครับเท่าไร แล้วมันจะปลอดภัยไหม” เขาถาม
“ 50 ล้านบาทต่อคนครับ เราแถมประกันชีวิตระดับดีเยี่ยมให้ด้วย หากคุณ ประสบอุบัติเหตุ และตายขึ้นมา ประกันสุขภาพเบิกเงินคืนได้ทุกกรณี นอกจากนี้ยังมีบริการแพทย์ฉุกเฉินถึงบ้านท่านอีกด้วย” พนักงานขายกล่าว
“ส่วนเรื่องความปลอดภัย ไม่ต้องห่วงครับเรารับประกัน วิธีนี้ได้ถูกใช้มานานแล้ว และผ่านการทดลองมานับไม่ถ้วน ผมขอรับรองว่าจะไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น อย่างแน่นอน” ศาสตราจารย์กล่าวเสริมด้วยความมั่นใจ
“คุณคะ...แน่ใจแล้วเหรอ?” เธอถามเขาด้วยความลังเล “ฉันยินดีที่จะแก่ตายไปกับคุณนะ ทำไมเราต้องใช้วิธีที่ผิดธรรมชาติแบบนี้ด้วย พ่อแม่ของพวกเราก็ตาย ทุกคนล้วนต้องตายกันทั้งนั้น”
“ที่รัก...คุณไม่รู้เหรอว่าผมรักคุณมากแค่ไหน ผมต้องการอยู่กับคุณตลอดไป ตอนนี้อายุเรายังไม่มาก ถ้ารีบทำซะ เราก็จะไปไหนมาไหนด้วยกันได้ ....เชื่อผมเถอะ เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป...”
หญิงกลางคนจนใจต่อคำรักพร่ำพรูพูดออกจากปาก ผ่านไรฟัน ของสามีเธอ เธอตัดสินใจ ไม่เถียงเขาอีกต่อไป เพราะชีวิตและจิตใจของเธอ ได้มอบให้เขาไปหมดแล้ว เธอเชื่อใจและมั่นใจในการตัดสินใจของเขา
วลีเก่าแห่งโบราณบอกกล่าวผ่านรุ่นสู่รุ่นเสมอว่า ความรักมักแกล้งมนุษย์ให้ตาบอด และแม้แต่มนุษย์ผู้ตาพิการก็ยังมองเห็นแสงอันสวยงาม ยามเมื่อเขามีความรัก ความรักของเขาและเธอสัมพันธ์ แนบชิด เชื่อมโยง ผูกพันธุ์ หล่อเลี้ยงซึ่งความหวังและความหวาน นั่นคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ไม่ต้องการแยกจากกัน ไม่อาจแยกจากกัน เขาและเธอจึงต้องการอยู่ด้วยกันตลอดไป แม้จะเหลือเพียงเถ้าธุลีดินที่ร่วมรักเพียงเท่านั้นก็ตาม...
หลายปีผ่านไป....
มนุษย์มักจะประมาทในวิถี แห่งชีวิตเสมอ ทะนงตนเย่อหยิ่งว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เหนือธรรมชาติ เชื่อมั่นในศาสตร์ที่ตนสร้าง ทำลายล้างผืนแผ่นดินและท้องฟ้า ก้อนเมฆแลสายน้ำ พืชแลสัตว์ เมื่อมันทำลายทุกสิ่งมันจึงทำลายตัวของมันเอง
ครอบครัวเศรษฐีผู้ร่ำรวย และผู้มีอันจะกิน เริ่มหยุดชีวิตของพวกเขาไม่ให้ชราภาพลงและหยุดชีวิตลูกหลานของพวกเขาไว้ที่ 25 ปี เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายสมบูรณ์มากที่สุด คนด้อยโอกาสและคนยากจนไม่มีสิทธิเข้าถึงความเป็นอมตะนี้ เขาเหล่านั้นแก่ เจ็บ และตาย สูญหาย เป็นเถ้าธุลีกลับสู่สายลมและผืนดิน ผู้คนซึ่งไร้การศึกษา ไร้เงิน ค่อยๆหายไปจากสังคม ... เหล่าผู้เป็นอมตะ ต่างยินดี ในสังคมอุดมคติใหม่นี้ เขาเหล่านั้นเข้าสู่ระบอบการปกครอง กฎหมายต่างๆถูกบัญญัติขึ้น เมืองใหม่สำหรับผู้ต้องชราถูกสร้างขึ้น เขาเหล่านั้นถูกขับไล่ออกจากเมือง รัฐบาลออกกฎหมายจำกัดการมีบุตร ผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปีต้องย้ายถิ่นฐานออกไป และไม่มีสิทธิได้รับความเป็นอมตะ สังคมต้องการแต่ผู้ที่เยาว์วัย และหนุ่มสาวเท่านั้น...
...ระเรงคนมักทำให้หลง...
ด้วยความบังเอิญ หรือจะพูดว่าเป็นชะตากรรม บางสิ่งบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป...
เสียงโทรทัศน์ออกอากาศแว่วมา “วานนี้เวลา 13 นาฬิกา เกิดเหตุฆ่าตัวตายหมู่ขึ้นในอพาตเมนต์ แห่งหนึ่ง ...” “ดอกเตอร์ ครับ รู้สึกไหม ว่าช่วงนี้มีคนฆ่าตัวตายกัน ถี่มากขึ้นเรื่อยๆ ” พนักงานขายพูดขึ้น
“อืม......จริงสินะ ฉันก็พึ่งสังเกตเห็นว่าข่าวออกบ่อยเหลือเกิน” ศาสตราจารย์ตอบ
“วันก่อน ผมเห็นจะๆ ว่ามีคนฆ่าตัวตายกลางถนน อยู่ดีๆเขาก็เอาน้ำมัน ออกมาราดตัวเอง แล้วก็จุดไฟเผาตัวเองเฉยเลย ....แต่ว่า...มันน่าแปลก ....”
“หือ...อะไรแปลกงั้นรึ ?” ศาตราจารย์ถามกลับ
“รอยยิ้มครับ....” พนักงานขายพูดตอบ
“เขายิ้ม...”
“มันช่างเป็นรอยยิ้มที่สวยงามและมีความสุข...”
“ผมรู้สึก....”
“อิจฉาเขา...”
....ศาสตราจารย์ไม่เข้าใจอย่างยิ่ง ที่พนักงานขายพูดออกมาเช่นนั้น บางสิ่งบางอย่าง ทำให้เขาหวั่นใจ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาจึงเริ่มพยายามค้นหาความจริงหากนี่คือผลข้างเคียงของความเป็นอมตะ และถ้าหากเป็นเช่นนั้นตัวของเขาเองอาจจะต้องพบกับชะตากรรมเช่นเดียวกัน ...
“กลุ่มสีที่เห็นที่เครื่องแสกนสมองนั่นน่ะ มันคืออะไรรึ ?” ศาสตราจารย์ถามแพทย์ผู้ช่วยของเขา
“ไวรัสครับ มันเป็นเซลล์สมองที่ผิดปกติจากการถูกติดเชื้อ โดยไวรัส ผมคิดว่าไวรัสที่พวกเราพัฒนาขึ้นมากลายพันธุ์ และทำให้เซลล์สมองเกิดความผิดปกติขึ้นในบางจุด” เขาตอบ
“สมองงั้นหรือ !!!???” ศาสตราจารย์สงสัย
“ปึงๆ ...” ประตูถูกเปิดออก พนักงานขายเดินตรงเข้ามา ศาตราจารย์แปลกใจว่าเขามาทำอะไรที่ห้องแล็บ พนักงานขายยิ้มด้วยรอยยิ้มประหลาด ศาสตราจารย์และแพทย์ผู้ช่วยต่างยืนมองเขาอยู่
“ดอกเตอร์ครับ...ผมมีความสุขมากตอนนี้ผมรู้แล้วละว่าอะไรคือความสุขที่แท้จริงแห่งชีวิต ด๊อกเป็นคนที่ผมเคารพเหมือนกับเป็นพ่ออีกคนหนึ่ง ผมจะให้ด๊อกได้พบกับความสุขนั้นด้วย” พนักงานขายพูดออกมาไม่หยุดปาก
เขาชักปืนที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกมา และยกปืนขึ้นจ่อไปที่หน้าผากของศาสตรจารย์ ศาสตราจารย์และแพทย์ผู้ช่วยหน้าซีดเผือด
“ด๊อกครับ ฮะๆ ผม ....ผม ...ผมโง่อยู่ตั้งนาน ผมน่าจะรู้มานานแล้วว่าชีวิตมันช่างน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง ด๊อกดูรอบๆสิครับ พวกเรามีเยอะยิ่งกว่าแมลงสาบ มันไม่มีอะไรเลย ผมเกลียดมัน ใต้เนื้อหนังเหม็นเน่าพวกนี้ ด๊อกครับความตายนี่ละครับสุดยอด มันคือความสุขที่สุดแล้ว ได้โปรดรับมันไว้ด้วยเทอดครับ ถือซะว่าเป็นของขวัญจากผม” “ปังๆ....ปัง.....ปัง”
...
...
“...วานนี้เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ศาสตราจารย์กิตติศักดิ์ ได้ถูกฆาตกรรมใน...ซ่า...ซ่า.........”
เสียงวิทยุล่องลอยเลียบเคียงเคล้าคลอ กับเสียงเปาะแปะของฝนคิมหันตฤดู หยดน้ำฝนไหลเป็นทางตามหลังคากระเบื้องเอื่อยๆไปตามรางน้ำสังกะสีลงในตุ่มใสสะอาด ดอกลีลาวดีดอกหนึ่ง เคยเบ่งบาน และส่งกลิ่นหอมเรื่อยเปื่อย ค่อยๆกลัดก้านออก ร่วงหล่นตามเวลาของมันลอยประดับในน้ำนั้น ...เสียงร้องไห้อย่างมีพลังของเด็กน้อยแรกเกิดผู้หนึ่งในเมืองห่างไกลซึ่งถูกทอดทิ้งโดยพวกอมตะ แว่วดังแข่งกับเสียงฝนแบบไม่มีใครยอมใคร...
มารดาของเขาตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะเลี้ยงทารกผู้นี้ให้เติบโตอย่างสง่างาม...
July 08 เมื่อกีตาร์ของผมร้องไห้เบาๆshort story
หนึ่งปีมาแล้วที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้ มองผู้คนผ่านไปมาทั้งหญิงและชาย พร้อมรอยยิ้มเสแสร้ง คำพูดหวานหลอกลวง เพื่อกระเซ้าความอยากของกำหนัด ผมจำไม่ได้ว่าเธอจากผมนานเท่าไร เวลา และทุกอย่างได้สูญหายไปพร้อมๆกันพร้อมกับตัวตนของเธอ ผมกำลังตรอมใจงั้นหรือ? เพียงเพราะคำพูดคำเดียวว่า “ไม่ใช่” จากปากของเธอ ผม “ไม่ใช่” สำหรับเธอ นั่นคือเหตุผลที่เธอให้ เพราะเธอยังไม่เจอคนที่ฝัน และคนที่เธอเจอก็ยังไม่ใช่คนที่เธอฝัน ผมไม่ค่อยเข้าใจ หนึ่งในร้อยเหตุผลที่เธอใช้ รู้แค่ว่าผมชอบเธอ และรักเธออย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งควรจะรักผู้หญิงคนหนึ่ง โลกนี้มีอะไรอีกมากมายที่ผมยังไม่เข้าใจและบางทีการที่ไปเข้าใจสิ่งเหล่านั้นรังแต่จะทำให้คุณร้องไห้ซะเปล่าๆ เสียงกีต้ายังคงกรีดกรายผ่านอากาศเบาๆ คล้ายกับว่ามันกำลังร้องไห้อยู่ตลอดเวลา หรือบางทีอาจจะเป็นผมที่กำลังร้องไห้ให้กับความเฉยชาของจิตใจของตัวเองเคล้ากับแสงไฟนีออนในย่านสีลมยามดึกเช่นนี้ “เพลงที่เธอร้อง ทำนองเศร้าจัง แต่ฉันชอบนะ มันชื่อเพลงอะไรเหรอ?” นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักนิดหลังจากที่เธอโยนเหรียญห้าบาท ใส่ลงในกระเป๋ากีตาร์ของผม ผมเงยหน้าขึ้นมองเธอ นิดเป็นผู้หญิงที่สวยในสายตาผม เธอหุ่นดีผิวขาวนวล หน้าตาคงรูป ดูได้กลมกลืน ปากของเธอแดงฉาดโดยไม่ต้องใช้ลิปสติก ตาของเธอคมจัดวางสวยคู่กับใบหน้า ฟันสีขาวเรียงอย่างเป็นระเบียบ “While my guitar gently weeps ของ The Beatle” ผมตอบเธอ เธอทำหน้างงๆ อมยิ้มเล็กน้อย และนั่งลงพร้อมกับเอามือกุมเข่าอยู่ข้างหน้าผม เธอนั่งคุยกับผมฆ่าเวลา “ฉันเห็นเธอดีดกีตาร์ร้องเพลงอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้ว เธอไม่คิดจะทำอย่างอื่นบ้างเหรอ” เธอถามผม ผมไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดีๆ เธอเข้ามาคุยกับผม กับนักกีตาร์เร่ร่อน แต่งตัวซอมซ่อ และอาบน้ำครั้งสุดท้ายก็คงห้าเดือนที่แล้วเห็นจะได้ “ยังไม่รู้จะทำอะไร แค่อยากนั่งอยู่ตรงนี้ มันเป็นสิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้ และผมก็รู้สึกดีกับมัน” “ฮิๆ เธอนี่ตลกจัง เธอจะทำอย่างนี้ไม่ได้ไปจนตายหรอกนะ เธอควรจะมีความฝันบ้างสิ อย่างฉันน่ะ ฉันฝันว่าซักวันหนึ่ง ฉันจะเจอคนที่ฉันรัก และเขาก็จะรักฉันอย่างแท้จริง จากนั้นฉันจะเปิดร้านขายชุดแต่งงานเล็กๆสักร้าน และจะมีครอบครัวน่ารักๆ ที่อบอุ่น” เธอพูดพร้อมกับจ้องมาที่หน้าผม สายตาของเธอเป็นประกายทุกครั้งที่เธอพูดถึงอนาคตและความฝัน ความฝันที่คอยหล่อเลี้ยงผู้คนให้มีชีวิต ความฝันที่ทำให้เธอหายใจ ผมรู้สึกได้ ณ วินาทีนั้นว่า เธอช่างเป็นผู้หญิง ที่บริสุทธิ์ปราศจากมลทินใดๆ หรือบางทีอาจจะเป็นช่วงเวลานี้กระมังที่คนเรามีจิตใจที่แจ่มใสที่สุด ผมยิ้มตอบเธอน้อยๆ โดยไม่พูดอะไร เธอจากไปพร้อมกับขอให้ผมดีดเพลงเพราะๆอย่างนี้ให้เธอฟังยามที่เธอเหงา ผมพยักหน้าตอบเธอน้อยๆเป็นการสัญญา หลายๆคนฝัน ผมก็เคยมีความฝัน แต่มันก็จางหายไปพร้อมกับเวลา และเธอที่รักของผมนานแสนนานมาแล้ว ณ ตอนนี้ผมคงพูดได้เพียงว่า ผมเป็นเพียงซากที่กองอยู่ในสังคมโสมมของมนุษย์ และเป็นเพียงเม็ดทรายในจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าของตัวตนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมืองไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งในโลกที่บอกว่า โสเภณีหรือ กะหรี่เป็นสิ่งผิดกฎหมายและเมืองไทยก็เป็นอีกประเทศหนึ่งในโลกที่ถึงแม้การเป็นกะหรี่ของผู้หญิง จะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ยังมีผู้หญิงที่เป็นกะหรี่มากมาย นิดเป็นหนึ่งในนั้น เธอทอดร่างกายที่ไร้ค่าและเปลือยเปล่าลงบนร่างของชายเหล่านั้น ที่เธอไม่รู้จัก ไม่ใช่ญาติ ไม่ได้รักในตัวตนของเธอและจิตใจของเธอ ให้พวกมันเหล่านั้น หายใจใคร่รด ปล่อยกำหนัดและความอยากลงบนตัวเธอ แต่งแต้มราคะอย่างสกปรกและหยาบคาย เมื่อเสร็จกิจกรรมสถุน สิ่งที่เหลืออยู่ในมือของนิดคือ เศษกระดาษสองสามใบ เพื่อระบายสีสันความฝันแห่งอนาคตของเธอให้เป็นจริง “นี่ๆ นายกีตาร์” ผมไม่รู้ว่าเธอตั้งชื่อให้ผมเมื่อไร แต่ผมก็ยินดีในชื่อใหม่นั้น “ตอนนี้ ฉันน่ะเก็บเงินได้เยอะแล้วน้า อีกไม่นานฉันคงจะไม่ได้ฟังเพลงเราะๆจากนายแล้วละ เสียใจใช่ไหมละที่จะไม่มีแฟนเพลงน่ารักอย่างฉันมานั่งฟังเธอร้องเพลงแล้ว” สายตาของเธฮช่างบริสุทธิ์ ยามจ้องมาที่ผม เราคุยกันแบบนี้มาได้หลายเดือนแล้ว หลายเดือนที่เธอผ่านมาขึ้นรถไปกับผู้ชายคนนั้น เดินไปกับผู้ชายคนนี้ ผมไม่เคยถามว่าเธอรู้สึกเช่นไร เมื่อต้องไปกับผู้ชายที่เธอไม่ได้รัก แต่ผมเชื่อว่าเธอคงไม่ยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นสักเท่าไร และถ้าสังคมมีทางเลือกให้กับเธอมากกว่านี้ เธอคงไม่ลังเลที่จะคว้ามันไว้ เมฆสีดำทมึนครึ้มกำลังลอยมา โมเลกุลของน้ำเริ่มจากอะตอมเกาะยึดเกี่ยวกวัดไขว้และหลอมรวมกันจนเป็นหยดไอน้ำเล็กๆ หยดไอน้ำเล็กๆหลอมรวมกันเป็นหยดน้ำขนาดใหญ่และเมื่อน้ำหนักมากพอ หยดน้ำเหล่านั้นจึงรักที่จะติดตามแรงดึงดูดของโลก และตกลงมาเป็นสายฝนนับล้านๆบนแผ่นดิน ทุกครั้งที่ฝนตก ผมจะไม่สามารถนั่งทำงานได้ และต้องย้ายหลบเข้ามุมตึกแถวนั้นเรื่อยมา สายตาผมเหม่อลอย พลางมองเม็ดฝน ที่ตกเปาะแปะลงบนถนนยางมะตอยเบื้องหน้า เอ่อล้นไหลรวม เป็นสีดำลงไปตามท่อข้างทาง เศษขยะเน่าเหม็นและความโสมมของมนุษย์ค่อยๆหายไปจากโลกทีละน้อย “ช่วยด้วยจ้า ช่วยด้วย คนฆ่าตัวตาย มาช่วยกันหน่อย เร็วๆเข้า เร็วๆ” ผมสะดุ้งเฮือกตามเสียงของแม่ค้าร้านขายส้มตำฝั่งตรงกันข้ามของฝั่งถนน ตะโกนบอกสัญาณกับทุกๆคน มีหลายครั้งที่คนย่านนี้ฆ่าตัวตาย และส่วนใหญ่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความอ่อนแอของตัวเอง ก็คือผู้หญิงขายตัวในย่านนี้ ในทุกๆครั้งผมไม่เคยยินดียินร้ายเท่าไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกได้ว่าใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไรนัก ผมรีบแหวกฝูงคนเข้าไปดู สายตาพร่ามัวจากน้ำฝนที่ยังท่วมเปียกโชก อยู่เมื่อครู่ ผมขยี้ตาและปาดน้ำออกเพื่อที่จะมองร่างที่นอนจมกองเลือดเบื้องหน้า “นิด!!!” ผมไม่ได้ตาฝาด ร่างเบื้องหน้าเป็นร่างของนิด ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่พูดคุยกับผม เธอเพียงคนเดียวที่เพียรเล่าความฝัน และอนาคตของเธอให้ผมฟังวันแล้ววันเล่า เธอเพียงผู้เดียวที่ทำให้ผมมองเห็นความงดงามของโลกที่ผมยืนอยู่ เธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว เธอฆ่าตัวตาย เลือดไหลนองแดงฉานแต่งแต้มปูนสีเทา น้ำตาของผมไหลออกมาพร้อมกับฝนที่กำลังตกลงมาอีกรอบอย่างไม่รู้ตัว น้ำตาที่ทำหน้าที่ของมันได้อย่างถูกต้องทุกๆครั้ง สายฝนชะล้างน้ำตาของผม และเลือดของนิดลงไปในท่อสีดำข้างถนน น้ำตากำลังจางหายไป เลือดสีแดงกำลังจางหายไป เศษขยะเน่าเหม็นและความโสมมของมนุษย์กำลังหายไปจากโลกที่ละน้อย “ก็อีนิดมันโดนโกง...” “...เห็นได้ข่าวว่ามันท้องด้วย” “ มันเป็นเอดส์รึเปล่า??...” เสียงกระซิบกระซาบนินทา ลอยผ่านไปมา ประสาทรับความรู้สึกของผมไม่สนใจสิ่งใดๆอีกต่อไป สติล่องลอย คำถามผุดขึ้นมากมาย ผมหันหลังกลับ หลบสายตาจากร่างแดงฉานเบื้องหน้า และเดินข้ามถนนกลับมายังที่นั่งทำงานของผมในขณะที่ฝนยังคงตกอยู่ หยดน้ำที่ไหลผ่านหลังคาฝุ่นคลัก ค่อยๆไหลผ่านใบหน้าของผมเข้าไปในดวงตา ผ่านริมฝีปาก แม้รสขมฝาด ผมกลับไม่รู้สึกถึงสิ่งใดอีกต่อไป “พี่ครับๆ” ผมสะดุ้ง เด็กผู้ชายคนหนึ่ง ยิ้มแฉ่งให้กับผมอยู่เบื้องหน้า ผมแปลกใจว่าเด็กคนนี้กำลังเรียกผมอยู่ทำไม พลางมองก้มลงไปที่มือ เขายื่นซองจดหมายซองหนึ่งมาให้ผม ผมรับซองนั้นมา และเด็กคนนั้นก็เดินจากไป ข้างในซองมีกระดาษอยู่แผ่นหนึ่ง เขียนข้อความว่า “นายกีตาร์ นายจะมามัวนั่งดีดกีตาร์อยู่ตรงนี้ตลอดชีวิตไม่ได้นะรู้ป่าว” ลงท้าย “นิด ^_^”
น้ำตาของผมไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัวอีกครั้ง มือถูกกำแน่นอย่างไม่รู้ตัว ปากถูกแหกร้องตะโกนออก ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ และไม่อายใคร น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง และอีกครั้ง... -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แรงบัลดาลใจจากเพลง While my guitar gently weeps โดย The Beatle (Gorge Harrison) I look at you all see the love there that's sleeping
|
เพื่อนๆที่มาด้วยกัน
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|