Pongsagone 的个人资料มองเห็นเธอทุกครา...照片日志列表 工具 帮助

日志


8月14日

คำถามที่ไม่เคยจบ ?


เที่ยงคืน สิบสามนาที...

กลิ่นสาบนั้โชยมาอีกครั้ง ผมเกลียดมัน ทุกครั้งที่ผมได้กลิ่นนี้ จิตใจระส่ำระสาย และอ่อนแอลงแทบทุกครั้ง
กลิ่นแห่งความกังวล ความไม่แน่นอน ความอยาก ชัยชนะ ความสำเร็จ อนาคต ความสุข...

พวกเรามีความฝัน จุดมุ่งหมาย ควาามต้องการ ความอยาก ความกระหาย
มนุษย์มีความฝัน จุดมุ่งหมาย ควาามต้องการ ความอยาก ความกระหาย
ผมมีความฝัน จุดมุ่งหมาย ควาามต้องการ ความอยาก ความกระหาย

ในทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องหน้าตามที่ผม จะไขว่คว้ามันมาได้ ...

สายตาที่หนักอึ้ง ชีวิตที่ดำเนินมาถึงจุดนี้ มีความหมายเพื่ออะไร?

ความสำเร็จ เงิน ครอบครัว คนรัก

...ตัวผมเอง

ผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม เพื่ออะไร?

ความสำเร็จ เงิน ครอบครัว คนรัก

...ตัวผมเอง

เพื่อความสุขที่ผมอยากให้มันเกิดขึ้น เพื่อความสุขที่ควรจะเกิดขึ้น

เพื่ออะไร? อะไรคือเหตุที่ทำให้ผมมีชีวิตอยู่?

กิเลส  
ความต้องการทางเพศ
สัญชาติญาณในการสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
ความต้องการของพ่อแม่

การเป็นมนุษย์ได้ในสังคมนี้สำหรับครอบครัวที่มีการวางแผนครัว ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่ไตร่ตรอง
ดังนั้น การที่ผม เกิดขึ้นมาได้ น่าจะเป็นสิ่งที่ได้รับการไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว จากพ่อและแม่

ผมไม่ได้เกิดมาจากสัญชาติญาณเถื่อนเพียงอย่างเดียว...

อะไรคือเหตุที่ทำให้ผมดำรงชีวิตอยู่?

กิเลส
ผมกลัวตาย
ความสนุก
ความสุข
ความอยาก
แรงขับดันทางเพศ

ความรับผิดชอบ

ครอบครัว

ความต้องการนิพพาน...

ใช่ผมเคยต้องการนิพพาน
หากมันมีจริงและไม่ใช่เพียงภาวะอุดมคติของคนกลุ่มหนึ่งในสมัยพุทธกาลแต่ว่า...

บ่วงมันคงเยอะเกินไป และผมก็เลิกล้มความตั้งใจไปนานแล้ว

อะไรเป็นเหตุให้ผมควรดำรงชีวิตอยู่ต่อไป?

เพื่อ พ่อแม่ และคนที่รักผม และคนที่ไม่อยากให้ผมหายไปจากชีวิตและสังคมของเขา

เพื่อ ความฝันและจุดมุ่งหมาย

เพื่อให้ผมมีผองเพื่อน

เพื่อให้สังคมเล็กๆ เช่นครอบครัวของผม ดำเนินไปได้อย่างปกติสุข

เพื่อความสุข และประโยชน์ของทุกๆคน

ทำไมผมต้องดำรงอยู่เพื่อความสุขของทุกๆคน?

เพราะผมมีชีวิตอยู่ได้เพราะสังคมนี้
เพราะผมมีชีวิตอยู่ได้เพราะพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เพื่อนผ้องพี่น้อง หล่อหลอมผมขึ้นมา

ชีวิตของผม อุดมคติของผม จิตวิญญาณและความคิดของผม เกิดขึ้นมาได้เพราะพวกท่าน

ภาษาที่ผมใช้พูดและเขียน เพื่อดำรงชีวิต ความคิดที่ผมมี ปัญญาที่เกิดขึ้น เป็นผลผลิตที่ลงตัวทั้งจากทางจิตวิทยา และ ชีววิทยาจากพวกท่าน

ผมควรสร้างอะไรตอบแทนพวกท่านบ้าง

ทำไม?

หากผมไม่ทำประโยชน์ให้ท่าน สังคมย่อมไม่ต้องการผม ผมคงเกิดมาเพื่อตัวเองเท่านั้น เพื่อความสุขของตัวเอง เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดและตายอย่างโดดเดี่ยว
ธรรมชาติของสังคมต้องการคนที่สร้างประโยชน์ สังคมย่อมแปลกแยก คนที่ไร้ปะโยชน์ ไร้สมรรภถาพ ขาดความสามารถ และก่อโทษมากกว่าดี

ทำไม?

เพราะนั่นคือธรรมชาติของสังคม สังคมต้องการคนที่สร้างประโยชน์
เพราะ คนที่สร้างประโยชน์ ย่อมทำให้สังคมมั่นคง และคงอยู่ได้
คนที่ไม่สร้างประโยชน์ ย่อมทำให้สังคมวุ่นวาย และล่มสลาย 

เพราะสังคมเกิดจากมนุษย์

ความต้องการของมนุษย์คือความต้องการของสังคม
จุดมุ่งหมายของมนุษย์คือจุดมุ่งหมายของสังคม
ความฝันของมนุษย์คือความฝันของสังคม

โดยเหตุนี้ ผมจึงต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป โดยเหตุนี้ ผมควรจะมีความรู้ มีความสามารถ สติปัญญา อำนาจ และผมควรจะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมที่ผมอาศัยอยู่

เพราะผมไม่ต้องการตายแบบโดดเดี่ยว มันไร้ค่าเกินไป
เพราะผมไม่ต้องการให้สังคมแปลกแยก และทำลายตัวผม

ผมจึงควรมีชีวิต ต่อไป เพื่อตัวผม และเพื่อสังคม
 
1月3日

Life as a particle


From now on,I think we could compare life as a particle !!!

1 life = 1 particle

one life moves = one particle moves

 Normaly a particle which is stable doesn't move or moves with a constant speed.
When it has an energy that come along like heat,pression or another source of energy,
that particle'll accelerate,change the direction or change its status and could disappear...

In this whole small world...we don't have just only one particle but many, that mean there'll never have
a particle wihch is stable  because 1 particle depend on another particle or influenced by another particle
if this particle exists in this world, its status couldn't be stable.It has to move, to accelerat, to be messed, to exchange its energy
, to hit, to fussion, to disappear and to rebirth.

To be stable only 2 ways are possible...To get out of that world or eliminate all another particle that cause its mess.

The question is what is better between being stable or being unstable?

The same as life ...

we move, we accelerate, we love, we desire, we want ,we suffer,we hope sometime......
All the people mean many lifes, these give us a society ... a whole world for one life,

this life become unstable,
it depend on another and alway influence by another

...it has been alway fluctuating.  

until this one life disappears from its whole small world........................

Happy new year 2008 for this life....

Hope it become more stable.



10月12日

"Ka Mate"


Leader: Ringa pakia!
Slap the hands against the thighs!      

Uma tiraha!
Puff out the chest!

Turi whatia!
Bend the knees!

Hope whai ake!
Let the hip follow!

Waewae takahia kia kino!
Stamp the feet as hard as you can!




Leader: Ka mate, ka mate
’Tis death, ‘tis death (or: I may die)
Team: Ka ora, ka ora
’Tis life, ‘tis life (or: I may live)
Leader: Ka mate, ka mate
’Tis death, ‘tis death
Team: Ka ora, ka ora
’Tis life, ‘tis life
All: Tēnei te tangata pūhuruhuru
This the hairy man that stands here...

Nāna nei i tiki mai whakawhiti te rā
…who brought the sun and caused it to shine

Ā upane, ka upane
A step upward, another step upward

Ā upane, ka upane
A step upward, another step upward

Whiti te rā, hī!
The sun shines!

                       Je meurs,je meurs
                      
                       Je suis vivant, je suis vivant

                       C'est l'homme chevelu

                       Qui fait briller le soeil

                       A nouveau pour toi

                    Un pas vers le haut, puis un autre

                    Un pas vers le haut, puis un autre

                    Le soleil brille !!!


9月4日

แม้รู้ว่าจะร่วงโรย...ก็ยังเบ่งบาน

 
 
 

  ...เย็นเครื่องจักรไหลผ่านท่อสีเงิน...

 

  ...ดูดซับไอร้อนรอบๆ...

 

  ...ร้อนเลือดน้ำหนอง และลมหายใจจึงเย็นลง...

 

  ...เร็วโลหิตช้าเรื่อยๆส่งผ่านระเหย...

 

เธอและเขานั่งอยู่ข้างกันภายในห้องกั้นจากภายนอกด้วยกระจกทึบมองจากด้านนอกย่อมไม่เห็น

 

ครับ ก็เดี๋ยวผมจะอธิบายหลักการคร่าวๆ ให้ฟัง จริงๆแล้ววิธีที่เราใช้เป็นวิธีใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มใช้กันเมื่อปีที่แล้วนี้เอง แต่องค์การอนามัยโลกก็ยอมรับว่ามันเป็นวิธีที่ปลอดภัย และสามารถใช้ได้ทางการแพทย์ ...เราใช้ไวรัสบรรจุยีนส์ชนิดพิเศษที่เราค้นพบไว้ใน RNA นั่นคือยีนส์  LSP(Life Stopping) จากนั้นก็ฉีดไวรัสเหล่านั้นเข้าไปในร่างกาย ไวรัสจะเข้าไปทำให้เซลล์ทุกเซลล์ติดเชื้อ ทวีคูณขึ้น พร้อมทั้งส่งผ่านยีนส์ตัวนี้เข้าไปในนิวเคลียส ยีนส์ตัวนี้จะผลิตโปรตีนที่ช่วยชะลอความผิดพลาดในการจำลองตัวเองของจีโนมของคุณ พูดง่ายๆก็คือ ความแก่ของคนเรานั่นเอง หลังจากนั้นไวรัสเหล่านี้ที่เราตัดต่อพันธุกรรมจะหยุดทวีคูณย่อยสลสายโดยเซลล์ และ...

 

เอ่อด๊อกครับ เดี๋ยวผมพูดต่อเองดีกว่าพนักงานขายผู้ที่นั่งอยู่ข้างๆพูดแทรกขึ้นมา

 

ครับ...สวัสดีครับ ก็อย่างที่ท่านศาสตราจารย์พูดนั่นละครับ สรุปง่ายๆสั้นๆ ก็คือ สิ่งที่เราฉีดเข้าไปจะหยุดชีวิตคุณไม่ให้แก่ตัวลงไปอีก!!!

 

จริงหรือครับ???!!!! เขาพูดขึ้น

 

เราจะไม่แก่ตัวลงงั้นหรือ???

 

ครับผมรับประกัน 100% พนักงานขายแสดงความมั่นใจ

 

แล้วค่าใช้จ่าย ละครับเท่าไร แล้วมันจะปลอดภัยไหม เขาถาม

 

50 ล้านบาทต่อคนครับ เราแถมประกันชีวิตระดับดีเยี่ยมให้ด้วย หากคุณ ประสบอุบัติเหตุ และตายขึ้นมา

ประกันสุขภาพเบิกเงินคืนได้ทุกกรณี นอกจากนี้ยังมีบริการแพทย์ฉุกเฉินถึงบ้านท่านอีกด้วยพนักงานขายกล่าว

 

ส่วนเรื่องความปลอดภัย ไม่ต้องห่วงครับเรารับประกัน วิธีนี้ได้ถูกใช้มานานแล้ว และผ่านการทดลองมานับไม่ถ้วน

ผมขอรับรองว่าจะไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น อย่างแน่นอน ศาสตราจารย์กล่าวเสริมด้วยความมั่นใจ

 

 คุณคะ...แน่ใจแล้วเหรอ? เธอถามเขาด้วยความลังเล

ฉันยินดีที่จะแก่ตายไปกับคุณนะ ทำไมเราต้องใช้วิธีที่ผิดธรรมชาติแบบนี้ด้วย พ่อแม่ของพวกเราก็ตาย ทุกคนล้วนต้องตายกันทั้งนั้น

 

ที่รัก...คุณไม่รู้เหรอว่าผมรักคุณมากแค่ไหน ผมต้องการอยู่กับคุณตลอดไป ตอนนี้อายุเรายังไม่มาก ถ้ารีบทำซะ เราก็จะไปไหนมาไหนด้วยกันได้

....เชื่อผมเถอะ เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป...

 

    หญิงกลางคนจนใจต่อคำรักพร่ำพรูพูดออกจากปาก ผ่านไรฟัน ของสามีเธอ

เธอตัดสินใจ ไม่เถียงเขาอีกต่อไป เพราะชีวิตและจิตใจของเธอ ได้มอบให้เขาไปหมดแล้ว

เธอเชื่อใจและมั่นใจในการตัดสินใจของเขา

 

วลีเก่าแห่งโบราณบอกกล่าวผ่านรุ่นสู่รุ่นเสมอว่า ความรักมักแกล้งมนุษย์ให้ตาบอด

และแม้แต่มนุษย์ผู้ตาพิการก็ยังมองเห็นแสงอันสวยงาม ยามเมื่อเขามีความรัก  

 ความรักของเขาและเธอสัมพันธ์ แนบชิด เชื่อมโยง ผูกพันธุ์ หล่อเลี้ยงซึ่งความหวังและความหวาน

นั่นคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ไม่ต้องการแยกจากกัน ไม่อาจแยกจากกัน  เขาและเธอจึงต้องการอยู่ด้วยกันตลอดไป 

แม้จะเหลือเพียงเถ้าธุลีดินที่ร่วมรักเพียงเท่านั้นก็ตาม...

 

 

หลายปีผ่านไป....

 

 

    มนุษย์มักจะประมาทในวิถี แห่งชีวิตเสมอ ทะนงตนเย่อหยิ่งว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เหนือธรรมชาติ

เชื่อมั่นในศาสตร์ที่ตนสร้าง ทำลายล้างผืนแผ่นดินและท้องฟ้า ก้อนเมฆแลสายน้ำ พืชแลสัตว์

เมื่อมันทำลายทุกสิ่งมันจึงทำลายตัวของมันเอง

  

   ครอบครัวเศรษฐีผู้ร่ำรวย และผู้มีอันจะกิน เริ่มหยุดชีวิตของพวกเขาไม่ให้ชราภาพลงและหยุดชีวิตลูกหลานของพวกเขาไว้ที่ 25 ปี

เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายสมบูรณ์มากที่สุด คนด้อยโอกาสและคนยากจนไม่มีสิทธิเข้าถึงความเป็นอมตะนี้

เขาเหล่านั้นแก่ เจ็บ และตาย สูญหาย เป็นเถ้าธุลีกลับสู่สายลมและผืนดิน ผู้คนซึ่งไร้การศึกษา ไร้เงิน ค่อยๆหายไปจากสังคม ...

    เหล่าผู้เป็นอมตะ ต่างยินดี ในสังคมอุดมคติใหม่นี้ เขาเหล่านั้นเข้าสู่ระบอบการปกครอง

กฎหมายต่างๆถูกบัญญัติขึ้น เมืองใหม่สำหรับผู้ต้องชราถูกสร้างขึ้น เขาเหล่านั้นถูกขับไล่ออกจากเมือง

รัฐบาลออกกฎหมายจำกัดการมีบุตร ผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปีต้องย้ายถิ่นฐานออกไป และไม่มีสิทธิได้รับความเป็นอมตะ

 สังคมต้องการแต่ผู้ที่เยาว์วัย และหนุ่มสาวเท่านั้น...

 

...ระเรงคนมักทำให้หลง... 

 

ด้วยความบังเอิญ หรือจะพูดว่าเป็นชะตากรรม บางสิ่งบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป...

 

เสียงโทรทัศน์ออกอากาศแว่วมา วานนี้เวลา 13 นาฬิกา เกิดเหตุฆ่าตัวตายหมู่ขึ้นในอพาตเมนต์ แห่งหนึ่ง ...

ดอกเตอร์ ครับ รู้สึกไหม ว่าช่วงนี้มีคนฆ่าตัวตายกัน ถี่มากขึ้นเรื่อยๆ พนักงานขายพูดขึ้น

 

อืม......จริงสินะ ฉันก็พึ่งสังเกตเห็นว่าข่าวออกบ่อยเหลือเกิน ศาสตราจารย์ตอบ

 

วันก่อน ผมเห็นจะๆ ว่ามีคนฆ่าตัวตายกลางถนน อยู่ดีๆเขาก็เอาน้ำมัน ออกมาราดตัวเอง แล้วก็จุดไฟเผาตัวเองเฉยเลย ....แต่ว่า...มันน่าแปลก ....

 

 หือ...อะไรแปลกงั้นรึ ? ศาตราจารย์ถามกลับ

  

  รอยยิ้มครับ.... พนักงานขายพูดตอบ

 

  เขายิ้ม...

 

  มันช่างเป็นรอยยิ้มที่สวยงามและมีความสุข...

 

  ผมรู้สึก....

 

   อิจฉาเขา...

 

 

....ศาสตราจารย์ไม่เข้าใจอย่างยิ่ง ที่พนักงานขายพูดออกมาเช่นนั้น

บางสิ่งบางอย่าง ทำให้เขาหวั่นใจ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เขาจึงเริ่มพยายามค้นหาความจริงหากนี่คือผลข้างเคียงของความเป็นอมตะ

และถ้าหากเป็นเช่นนั้นตัวของเขาเองอาจจะต้องพบกับชะตากรรมเช่นเดียวกัน ...

 

กลุ่มสีที่เห็นที่เครื่องแสกนสมองนั่นน่ะ มันคืออะไรรึ ?ศาสตราจารย์ถามแพทย์ผู้ช่วยของเขา

 

ไวรัสครับ มันเป็นเซลล์สมองที่ผิดปกติจากการถูกติดเชื้อ โดยไวรัส

 ผมคิดว่าไวรัสที่พวกเราพัฒนาขึ้นมากลายพันธุ์ และทำให้เซลล์สมองเกิดความผิดปกติขึ้นในบางจุด เขาตอบ

 

สมองงั้นหรือ !!!???ศาสตราจารย์สงสัย

 

 ปึงๆ ... ประตูถูกเปิดออก พนักงานขายเดินตรงเข้ามา

ศาตราจารย์แปลกใจว่าเขามาทำอะไรที่ห้องแล็บ

พนักงานขายยิ้มด้วยรอยยิ้มประหลาด ศาสตราจารย์และแพทย์ผู้ช่วยต่างยืนมองเขาอยู่

  

ดอกเตอร์ครับ...ผมมีความสุขมากตอนนี้ผมรู้แล้วละว่าอะไรคือความสุขที่แท้จริงแห่งชีวิต 

 ด๊อกเป็นคนที่ผมเคารพเหมือนกับเป็นพ่ออีกคนหนึ่ง ผมจะให้ด๊อกได้พบกับความสุขนั้นด้วยพนักงานขายพูดออกมาไม่หยุดปาก

 

เขาชักปืนที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกมา และยกปืนขึ้นจ่อไปที่หน้าผากของศาสตรจารย์ ศาสตราจารย์และแพทย์ผู้ช่วยหน้าซีดเผือด

 

  ด๊อกครับ ฮะๆ ผม ....ผม ...ผมโง่อยู่ตั้งนาน ผมน่าจะรู้มานานแล้วว่าชีวิตมันช่างน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง

ด๊อกดูรอบๆสิครับ พวกเรามีเยอะยิ่งกว่าแมลงสาบ  มันไม่มีอะไรเลย ผมเกลียดมัน

ใต้เนื้อหนังเหม็นเน่าพวกนี้ ด๊อกครับความตายนี่ละครับสุดยอด มันคือความสุขที่สุดแล้ว

ได้โปรดรับมันไว้ด้วยเทอดครับ ถือซะว่าเป็นของขวัญจากผม

   ปังๆ....ปัง.....ปัง

 

...

 

...

 

...วานนี้เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ศาสตราจารย์กิตติศักดิ์ ได้ถูกฆาตกรรมใน...ซ่า...ซ่า.........

 

   เสียงวิทยุล่องลอยเลียบเคียงเคล้าคลอ กับเสียงเปาะแปะของฝนคิมหันตฤดู

   หยดน้ำฝนไหลเป็นทางตามหลังคากระเบื้องเอื่อยๆไปตามรางน้ำสังกะสีลงในตุ่มใสสะอาด

 ดอกลีลาวดีดอกหนึ่ง เคยเบ่งบาน และส่งกลิ่นหอมเรื่อยเปื่อย ค่อยๆกลัดก้านออก ร่วงหล่นตามเวลาของมันลอยประดับในน้ำนั้น

...เสียงร้องไห้อย่างมีพลังของเด็กน้อยแรกเกิดผู้หนึ่งในเมืองห่างไกลซึ่งถูกทอดทิ้งโดยพวกอมตะ แว่วดังแข่งกับเสียงฝนแบบไม่มีใครยอมใคร...

 

มารดาของเขาตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะเลี้ยงทารกผู้นี้ให้เติบโตอย่างสง่างาม...

 

 
Shot story by sogi

 

 

 

 
7月8日

เมื่อกีตาร์ของผมร้องไห้เบาๆ

short story

หนึ่งปีมาแล้วที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้ มองผู้คนผ่านไปมาทั้งหญิงและชาย พร้อมรอยยิ้มเสแสร้ง คำพูดหวานหลอกลวง เพื่อกระเซ้าความอยากของกำหนัด ผมจำไม่ได้ว่าเธอจากผมนานเท่าไร เวลา และทุกอย่างได้สูญหายไปพร้อมๆกันพร้อมกับตัวตนของเธอ

ผมกำลังตรอมใจงั้นหรือ? เพียงเพราะคำพูดคำเดียวว่า ไม่ใช่จากปากของเธอ ผม ไม่ใช่สำหรับเธอ นั่นคือเหตุผลที่เธอให้ เพราะเธอยังไม่เจอคนที่ฝัน และคนที่เธอเจอก็ยังไม่ใช่คนที่เธอฝัน ผมไม่ค่อยเข้าใจ หนึ่งในร้อยเหตุผลที่เธอใช้ รู้แค่ว่าผมชอบเธอ และรักเธออย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งควรจะรักผู้หญิงคนหนึ่ง โลกนี้มีอะไรอีกมากมายที่ผมยังไม่เข้าใจและบางทีการที่ไปเข้าใจสิ่งเหล่านั้นรังแต่จะทำให้คุณร้องไห้ซะเปล่าๆ

เสียงกีต้ายังคงกรีดกรายผ่านอากาศเบาๆ คล้ายกับว่ามันกำลังร้องไห้อยู่ตลอเวลา หรือบางทีอาจจะเป็นผมที่กำลังร้องไห้ให้กับความเฉยชาของจิตใจของตัวเองเคล้ากับแสงไฟนีออนในย่านสีลมยามดึกเช่นนี้

เพลงที่เธอร้อง ทำนองเศร้าจัง แต่ฉันชอบนะ มันชื่อเพลงอะไรเหรอ?

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักนิดหลังจากที่เธอโยนเหรียญห้าบาท ใส่ลงในกระเป๋ากีตาร์ของผม ผมเงยหน้าขึ้นมองเธอ นิดเป็นผู้หญิงที่สวยในสายตาผม เธอหุ่นดีผิวขาวนวล หน้าตาคงรูป ดูได้กลมกลืน ปากของเธอแดงฉาดโดยไม่ต้องใช้ลิปสติก ตาของเธอคมจัดวางสวยคู่กับใบหน้า ฟันสีขาวเรียงอย่างเป็นระเบียบ

“While my guitar gently weeps ของ The Beatle” ผมตอบเธอ

เธอทำหน้างงๆ อมยิ้มเล็กน้อย และนั่งลงพร้อมกับเอามือกุมเข่าอยู่ข้างหน้าผม เธอนั่งคุยกับผมฆ่าเวลา

ฉันเห็นเธอดีดกีตาร์ร้องเพลงอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้ว เธอไม่คิดจะทำอย่างอื่นบ้างเหรอเธอถามผม

ผมไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดีๆ เธอเข้ามาคุยกับผม กับนักกีตาร์เร่ร่อน แต่งตัวซอมซ่อ และอาบน้ำครั้งสุดท้ายก็คงห้าเดือนที่แล้วเห็นจะได้

ยังไม่รู้จะทำอะไร แค่อยากนั่งอยู่ตรงนี้ มันเป็นสิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้ และผมก็รู้สึกดีกับมัน

ฮิๆ เธอนี่ตลกจัง เธอจะทำอย่างนี้ไม่ได้ไปจนตายหรอกนะ เธอควรจะมีความฝันบ้างสิ อย่างฉันน่ะ ฉันฝันว่าซักวันหนึ่ง ฉันจะเจอคนที่ฉันรัก และเขาก็จะรักฉันอย่างแท้จริง จากนั้นฉันจะเปิดร้านขายชุดแต่งงานเล็กๆสักร้าน และจะมีครอบครัวน่ารักๆ ที่อบอุ่น

เธอพูดพร้อมกับจ้องมาที่หน้าผม สายตาของเธอเป็นประกายทุกครั้งที่เธอพูดถึงอนาคตและความฝัน

ความฝันที่คอยหล่อเลี้ยงผู้คนให้มีชีวิต ความฝันที่ทำให้เธอหายใจ ผมรู้สึกได้ ณ วินาทีนั้นว่า เธอช่างเป็นผู้หญิง ที่บริสุทธิ์ปราศจากมลทินใดๆ หรือบางทีอาจจะเป็นช่วงเวลานี้กระมังที่คนเรามีจิตใจที่แจ่มใสที่สุด

ผมยิ้มตอบเธอน้อยๆ โดยไม่พูดอะไร เธอจากไปพร้อมกับขอให้ผมดีดเพลงเพราะๆอย่างนี้ให้เธอฟังยามที่เธอเหงา ผมพยักหน้าตอบเธอน้อยๆเป็นการสัญญา

หลายๆคนฝัน ผมก็เคยมีความฝัน แต่มันก็จางหายไปพร้อมกับเวลา และเธอที่รักของผมนานแสนนานมาแล้ว ณ ตอนนี้ผมคงพูดได้เพียงว่า ผมเป็นเพียงซากที่กองอยู่ในสังคมโสมมของมนุษย์ และเป็นเพียงเม็ดทรายในจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าของตัวตนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เมืองไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งในโลกที่บอกว่า โสเภณีหรือ กะหรี่เป็นสิ่งผิดกฎหมายและเมืองไทยก็เป็นอีกประเทศหนึ่งในโลกที่ถึงแม้การเป็นกะหรี่ของผู้หญิง จะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ยังมีผู้หญิงที่เป็นกะหรี่มากมาย

นิดเป็นหนึ่งในนั้น เธอทอดร่างกายที่ไร้ค่าและเปลือยเปล่าลงบนร่างของชายเหล่านั้น ที่เธอไม่รู้จัก ไม่ใช่ญาติ ไม่ได้รักในตัวตนของเธอและจิตใจของเธอ ให้พวกมันเหล่านั้น หายใจใคร่รด ปล่อยกำหนัดและความอยากลงบนตัวเธอ แต่งแต้มราคะอย่างสกปรกและหยาบคาย เมื่อเสร็จกิจกรรมสถุน สิ่งที่เหลืออยู่ในมือของนิดคือ เศษกระดาษสองสามใบ เพื่อระบายสีสันความฝันแห่งอนาคตของเธอให้เป็นจริง

นี่ๆ นายกีตาร์ผมไม่รู้ว่าเธอตั้งชื่อให้ผมเมื่อไร แต่ผมก็ยินดีในชื่อใหม่นั้น

ตอนนี้ ฉันน่ะเก็บเงินได้เยอะแล้วน้า อีกไม่นานฉันคงจะไม่ได้ฟังเพลงเราะๆจากนายแล้วละ เสียใจใช่ไหมละที่จะไม่มีแฟนเพลงน่ารักอย่างฉันมานั่งฟังเธอร้องเพลงแล้ว

สายตาของเธฮช่างบริสุทธิ์ ยามจ้องมาที่ผม เราคุยกันแบบนี้มาได้หลายเดือนแล้ว หลายเดือนที่เธอผ่านมาขึ้นรถไปกับผู้ชายคนนั้น เดินไปกับผู้ชายคนนี้ ผมไม่เคยถามว่าเธอรู้สึกเช่นไร เมื่อต้องไปกับผู้ชายที่เธอไม่ได้รัก แต่ผมเชื่อว่าเธอคงไม่ยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นสักเท่าไร และถ้าสังคมมีทางเลือกให้กับเธอมากกว่านี้ เธอคงไม่ลังเลที่จะคว้ามันไว้

เมฆสีดำทมึนครึ้มกำลังลอยมา โมเลกุลของน้ำเริ่มจากอะตอมเกาะยึดเกี่ยวกวัดไขว้และหลอมรวมกันจนเป็นหยดไอน้ำเล็กๆ หยดไอน้ำเล็กๆหลอมรวมกันเป็นหยดน้ำขนาดใหญ่และเมื่อน้ำหนักมากพอ หยดน้ำเหล่านั้นจึงรักที่จะติดตามแรงดึงดูดของโลก และตกลงมาเป็นสายฝนนับล้านๆบนแผ่นดิน

ทุกครั้งที่ฝนตก ผมจะไม่สามารถนั่งทำงานได้ และต้องย้ายหลบเข้ามุมตึกแถวนั้นเรื่อยมา สายตาผมเหม่อลอย พลางมองเม็ดฝน ที่ตกเปาะแปะลงบนถนนยางมะตอยเบื้องหน้า เอ่อล้นไหลรวม เป็นสีดำลงไปตามท่อข้างทาง เศษขยะเน่าเหม็นและความโสมมของมนุษย์ค่อยๆหายไปจากโลกทีละน้อย

ช่วยด้วยจ้า ช่วยด้วย คนฆ่าตัวตาย มาช่วยกันหน่อย เร็วๆเข้า เร็วๆ

ผมสะดุ้งเฮือกตามเสียงของแม่ค้าร้านขายส้มตำฝั่งตรงกันข้ามของฝั่งถนน ตะโกนบอกสัญาณกับทุกๆคน มีหลายครั้งที่คนย่านนี้ฆ่าตัวตาย และส่วนใหญ่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความอ่อนแอของตัวเอง ก็คือผู้หญิงขายตัวในย่านนี้ ในทุกๆครั้งผมไม่เคยยินดียินร้ายเท่าไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกได้ว่าใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไรนัก

ผมรีบแหวกฝูงคนเข้าไปดู สายตาพร่ามัวจากน้ำฝนที่ยังท่วมเปียกโชก อยู่เมื่อครู่ ผมขยี้ตาและปาดน้ำออกเพื่อที่จะมองร่างที่นอนจมกองเลือดเบื้องหน้า

นิด!!!

ผมไม่ได้ตาฝาด ร่างเบื้องหน้าเป็นร่างของนิด ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่พูดคุยกับผม เธอเพียงคนเดียวที่เพียรเล่าความฝัน และอนาคตของเธอให้ผมฟังวันแล้ววันเล่า เธอเพียงผู้เดียวที่ทำให้ผมมองเห็นความงดงามของโลกที่ผมยืนอยู่

เธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว เธอฆ่าตัวตาย เลือดไหลนองแดงฉานแต่งแต้มปูนสีเทา น้ำตาของผมไหลออกมาพร้อมกับฝนที่กำลังตกลงมาอีกรอบอย่างไม่รู้ตัว น้ำตาที่ทำหน้าที่ของมันได้อย่างถูกต้องทุกๆครั้ง สายฝนชะล้างน้ำตาของผม และเลือดของนิดลงไปในท่อสีดำข้างถนน น้ำตากำลังจางหายไป เลือดสีแดงกำลังจางหายไป เศษขยะเน่าเหม็นและความโสมมของมนุษย์กำลังหายไปจากโลกที่ละน้อย

ก็อีนิดมันโดนโกง...

...เห็นได้ข่าวว่ามันท้องด้วย

มันเป็นเอดส์รึเปล่า??...

เสียงกระซิบกระซาบนินทา ลอยผ่านไปมา ประสาทรับความรู้สึกของผมไม่สนใจสิ่งใดๆอีกต่อไป สติล่องลอย คำถามผุดขึ้นมากมาย ผมหันหลังกลับ หลบสายตาจากร่างแดงฉานเบื้องหน้า และเดินข้ามถนนกลับมายังที่นั่งทำงานของผมในขณะที่ฝนยังคงตกอยู่ หยดน้ำที่ไหลผ่านหลังคาฝุ่นคลัก ค่อยๆไหลผ่านใบหน้าของผมเข้าไปในดวงตา ผ่านริมฝีปาก แม้รสขมฝาด ผมกลับไม่รู้สึกถึงสิ่งใดอีกต่อไป

พี่ครับๆ

ผมสะดุ้ง เด็กผู้ชายคนหนึ่ง ยิ้มแฉ่งให้กับผมอยู่เบื้องหน้า ผมแปลกใจว่าเด็กคนนี้กำลังเรียกผมอยู่ทำไม พลางมองก้มลงไปที่มือ เขายื่นซองจดหมายซองหนึ่งมาให้ผม ผมรับซองนั้นมา และเด็กคนนั้นก็เดินจากไป

ข้างในซองมีกระดาษอยู่แผ่นหนึ่ง เขียนข้อความว่า

นายกีตาร์ นายจะมามัวนั่งดีดกีตาร์อยู่ตรงนี้ตลอดชีวิตไม่ได้นะรู้ป่าวลงท้าย นิด ^_^

น้ำตาของผมไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัวอีกครั้ง มือถูกกำแน่นอย่างไม่รู้ตัว ปากถูกแหกร้องตะโกนออก ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ และไม่อายใคร น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง และอีกครั้ง...

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แรงบัลดาลใจจากเพลง While my guitar gently weeps โดย The Beatle (Gorge Harrison)

I look at you all see the love there that's sleeping
While my guitar gently weeps
I look at the floor and I see it need sweeping
Still my guitar gently weeps

I don't know why nobody told you
how to unfold you love
I don't know how someone controlled you
they bought and sold you

I look at the world and I notice it's turning
While my guitar gently weeps
With every mistake we must surely be learning
Still my guitar gently weeps

I don't know how you were diverted
you were perverted too
I don't know how you were inverted
no one alerted you

I look at you all see the love there that's sleeping
While my guitar gently weeps
I look at you all
Still my guitar gently weeps

Oh, oh, oh
oh oh oh oh oh oh oh
oh oh, oh oh, oh oh
Yeah yeah yeah yeah
yeah yeah yeah yeah


I look at you all see the play that you're staging
While my guitar gently weeps
Look at you all doing nothing but aging
Still my guitar gently weeps.

5月12日

พระพุทธเจ้า/วิวัฒนาการ/ยีน

 
หมายเหตุ ขอลองเขียนเรื่องหนักๆหน่อย จริงๆผมก็เคยเขียนเรื่องแนวนี้มาหลายครั้งแล้วละ แต่ครั้งนี้น่าจะเป็นวิวัฒนาการทางความคิดอีกขึ้นหนึ่ง 
 
      ในสิ่งมีชีวิตหลายๆ ชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ การทำงานของ ของเซลล์ร่วมกับศูนย์ควบคุมหลักที่เรียกว่านิวเคลียสนั้นนับได้ว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ได้พอๆกับระบบของจักรวาล กุญแจหลักของระบบทั้งหลายในสิ่งมีชีวิตก็คือ "ยีน"
 
      เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า ยีนนั้นเป็นจุดเริ่มตันของโปรตีน และโปรตีนซึ่งมีมากมายเป็น ร้อยเป็นพันเป็นหมื่นชนิด ทำงานร่วมกัน ทั้งกับโปรตีนด้วยกันเอง และทั้งกับโมเลกุลของสารชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างระบบที่มีความซับซ้อนอย่างซับซ้อน และดูว่าไม่น่าจะทำงานได้ แต่ก็สามารถทำงานร่วมกันได้อย่าง "สมบูรณ์แบบ" โดยการออกแบบจากสถาปนิกที่ยิ่งใหญ่ชื่อว่า "ธรรมชาติ" คำว่าธรรมชาติ จริงๆแล้วมันก็คือตัวเราและระบบต่างๆในโลกนี้ร่วมกันนั่นเอง สิ่งมีชีวิตทั้งหลายคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ระบบต่างๆในโลกและในร่างกาย ในเซลล์ คือธรรมชาติ เราและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายวิวัฒนาการร่วมกัน ร่วมกับระบบ และระบบก็วิวัฒนาการร่วมกับสิ่งมีชีวิต และระบบก็วิวัฒนาการร่วมกันกับความเปลี่ยนแปลงของตัวมันเอง
      
     สิ่งที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน ระบบที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน สิ่งมีชัวิตทั้งหลาย นั่นคือการวิฒนาการที่เหมาะสมที่ลงตัวที่สุดแล้วกับ "ธรรมชาติ" ในปัจจุบัน
 
      มนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีอิทธิพลมากเหลือเกินกับ "ธรรมชาติ" ของโลกนี้ มากจนกระทั่งว่าเราสามารถทำลายตัวเองและทำลายระบบของโลกนี้ ได้ทั้งระบบ ในทางกลับกันเราสามารถสร้างสิ่งที่ดีงามให้กับ "ธรรมชาติ" และระบบของโลกนี้ได้อย่างมากมายเช่นกัน
 
     มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจกล่าว(อาจจกล่าวได้ว่าจริงๆ เพราะอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นที่วิวัฒนาการทางสมองดีเยี่ยมกว่าเราแต่เรายังไม่ค้นพบ)ได้ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการทางสมองที่ดีที่สุด ที่ลงตัวที่สุดเพื่อที่จะใช้ในการทำงานร่วมกับร่างกาย และธรรมชาติรอบๆตัวมัน สมองของมนุษย์คือหลักสำคัญ ที่ทำให้มนุษย์ดำรงอยู่ได้ใน "ธรรมชาติ" ของโลกนี้
 
    สมองที่ทำให้มนุษย์ยืนตัวตรงและมองท้องฟ้าได้อย่างภาคภูมิ
    สมองที่ทำให้เราสามารถใช้นิ้วทั้งสิบนิ้วของเราสร้างสรรค์และทำลายได้อย่างมีศิลปะ
    สมองที่ทำให้เราคิด วิเคราะห์ จินตนาการ รู้สึก ได้อย่าง อนันต์
 
    สมองของมนุษย์ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่างๆมากมาย ให้กับธรรมชาติของโลกนี้ ซึ่งเราไม่อาจจะพูดเพื่อกำหนดคุณภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ว่าดีหรือไม่ดี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น และกำลังเปลี่ยนแปลง อาจจะเป็นสิ่งที่ลงตัวที่สุดแล้วก็เป็นได้ของ "ธรรมชาติ" ในปัจจุบัน
 
    เมื่อสังคมมนุษย์ ซํบซ้อนและพัฒนาขึ้น ในชั่วประวิติศาสตร์หนึ่งของมนุษย์
    สมองของเราได้สร้างสิ่งที่ไม่น่าเชื่อขึ้นมาได้ คือ การกำเหนิดของ ศาสดาในศาสนาต่างๆ
 
    ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่เก่าแก่ศาสนาหนึ่ง ศาสดาของศาสนานี้มีชื่อว่า พระพุทธเจ้า หรือ พระโคตมพุทธเจ้า 
    ศาสนานี้เป็นศาสนาที่ จะว่าแปลกก็ได้สำหรับสังคมมนุษย์ เพราะพระพุทธเจ้า ได้บอกกับมนุษย์ว่า
 
   "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"
 
   ศาสนาพุทธแบ่งหลักคำสอนไว้หลายระดับ ระดับสำหรับคนธรรมดาโดยสอนให้อยู่ในโลกของมนุษย์ได้อย่างมีความสุขและสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีงามต่างๆให้กับโลกได้ 
   และระดับผู้ที่มีความพยายามที่จะถึงจุดสูงของศาสนาโดยแบ่งย่อยออกไปอีกหลายระดับเช่นกัน โดยเชื่ออยู่เสมอว่า "สิ่งใดเกิดจากเหตุ สิ่งนั้นย่อมจบลงด้วยเหตุ"
   ศาสนาพุทธ ได้บอกกับสังคมมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายว่า สัตว์ใดๆ ทำเหตุสิ่งใดไว้ ระบบของการกระทำนั้นจะตอบสนองแก่คนผู้นั้นหรือสัตว์ผู้นั้น ตามความเหมาะสม
   
   "ระบบของการกระทำ" ในที่นี้ก็คือ สิ่งที่ศาสนาพุทธเรียกว่า "กรรม" เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเกี่ยวของกัน เพราะระบบของธรรมชาติและระบบของสิ่งมีชีวิตเกี่ยวข้องกัน
    มหภาคของระบบต่างๆ คือ"กรรม" ระบบของกรรมยังแบ่งย่อยไปได้อีกเป็นอนันต์ตามหลักของศาสนาพุทธ
 
   หลักสำคัญของศาสนาพุทธคือ "จิต" คือสิ่งที่ทำให้เกิดทุกสิ่งทุกอย่าง จนกระทั่ง "การกำเหนิดของสิ่งมีชีวิต" หากกล่าวตามทฤษฎีของพุทธ คล้ายกับว่า
   
   โลกได้ถูกแบ่งออกเป็นสองโลกคู่ขนาน นั่นคือ
 
   โลกที่ดำเนินไปด้วยวิวัฒนาการของระบบและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และ
   โลกที่ดำเนินไปด้วยวิวัฒนาการของจิต
 
   โลกทั้งสองใบนี้อาจเกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน บางส่วนของโลกนี้อาจเชื่อมถึงกันและบางส่วนของโลกสองใบนี้อาจเชื่อมไม่ถึงกัน 
 
   เป้าหมายของศาสนาพุทธคือ หลุดพ้นจาก โลกทั้งสองใบนี้
   เพื่อให้ถึงจุดนั้น หลังจากการค้นคว้าทดลอง ของพระพุทธเจ้า
   เขาก็ได้พบว่า ทางที่จะสามารถหลุดพ้น และ"ตื่น"ขึ้นได้คือ การ "ตรัสรู้" เพื่อ ถึง "นิพพาน"
    
   จุดที่เรียกว่าตรัสรู้อยู่ไหน?
 
   จุดที่เรียกว่าตรัสรู้ นั้นคือ จุดที่ปราศจากสภาวะธรรมชาติหนึ่งที่เข้าถึงได้ เป็นธรรมชาติที่ไม่จุติ พ้นจากขันธ์ 5
                ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยใด ๆ เลย หาสภาวะอื่นเปรียบเทียบไม่ได้ สภาวธรรมนั้นคือพระนิพพาน
 
  เป็นไปได้หรือ? คำถามคงเกิดขึ้น หากสภาวะเช่นนี้มีอยู่จริง จะเป็นไปได้หรือที่มนุษย์ อย่างพวกเราจะมีสิทธิ์เข้าถึง หรือสิ่งมีชีวิตอื่นใดจะมีสิทธิ์เข้าถึง
 
  จุดที่ไม่มีการเกิด และการดับอีกต่อไป
 
   จุดที่ "เสถียร"
 
   หากเราย้อนกลับมาพูดเรื่องวิวัฒนาการ
   
   ร่างกายของมนุษย์ธรรมดา
   สมองของมนุษย์ธรรมดา
   มีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงสภาวะเช่นนี้หรือ
 
   สมองกับจิตเกี่ยวข้องกันอย่างไร
   สมองกับจิต เป็นอิสระต่อกัน
   เชื่อมต่อกัน
   หรือเป็นหนึ่งเดียวกัน ?
 
   หากสมองกับจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหตุใดจึงมีคำว่าหลุดพ้น "จิต" หลุดพ้นจากอะไร จากสมองหรือ? หรือจาก วัฎจักรสงสารของจิต
   หากสมองกับจิตไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน เราจะพูดได้ไหมว่าสมองเป็นเพียง เครื่องอำนวยความสะดวก เครื่องทำงาน เครื่องมือเชื่อมต่อของจิตกับโลกของสิ่งมีชีวิต
 
  เหมือนกับรถและคนขับ
 
  พูดง่ายๆ สมองคือ "in put & out put" ของจิต และร่างกายก็เป็น "in put & out put" ของสมองอีกทีหนึ่ง
 
  ตามที่พระพุทธเจ้ากล่าว "สภาวะที่ตรัสรู้" นั้นเป็นสภาวะที่ตรัสรู้แล้วตรัสรู้เลย จิตใจและจิตหลุดพ้นและเข้าถึงจุดที่เสถียรแล้ว โดยจะไม่มีการย้อนกลับมาอีก
 
  และบุคคลผู้นั้นสามารถมีชีวิตอยู่ได้ กับสภาวะเช่นนั้น
 
  ถ้าเป็นเช่นนั้น
 
  สภาวะที่เรียกว่า "ตรัสรู้" ส่งผลทางชีววิทยาหรือไม่ ? และ สภาวะ "ตรัสรู้" สามารถเกิดมาจาก "ผลเกื้อหนุนทางชีววิทยา" และ "จิต" ได้หรือไม่ ?
 
  ตามสมมุติฐานข้างต้น หาก "ปัจจัยทางชีววิทยา" และ "จิต" เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงภาวะตรัสรู้แล้ว
 
   คนพิการทางสมองย่อมไม่สามารถตรัสรู้ได้
   ผู้ป่วยทางสมอง ย่อมไม่สามารถเข้าถึงภาวะตรัสรู้ได้
 
   ซึ่งก็ชัดเจนและนั่น หมายความว่า สมองกับการเข้าถึง การตรัสรู้มีความเกี่ยวข้องกัน
 
  ย้อนกลับมาที่เรื่องของยีน ยีนในร่างกายของสิ่งมีชีวิต และมนุษย์ จะถูกใช้ในเวลาที่เหมาะสมและแสดงออกในเวลาที่เหมาะสม
 
   ยกตัวอย่างเช่น
 
   ในแบคทีเรีย หากแบคทีเรียตัวนั้น อยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมเช่นมี Antibiotic อยู่รอบที่อยู่อาศัยของมันและสามารถแทรกซึมเข้ามาในตัวมันได้ 
   ยีนบางชนิดในตัวแบคทีเรียจะถูกแสดงออกจากการกระตุ้นของแอนตี้ไบโอติคตัวนั้น เพื่อให้เซลล์ของแบบคทีเรียต่อต้านการทำลายของแอนตี้ไบโอติคนั้นได้
 
   ในพืชบางชนิดเช่น Mesembryanthenum crystallinum พืชชนิดนี้สามารถเปลี่ยนแปลงตัวมันเองจากระดับพันธุกรรมได้
   พูดง่ายๆก็คือมันสามารถกลายพันธุ์ ได้โดยตัวของมันเอง พืชชนิดนี้โดยปกติจะสังเคราะห์แสดงด้วยวิธี PS C3 ซึ่งเป็นการสังเคราะห์แสงโดยใช้แสงความเข้าต่ำ
   แต่หากความเข้มของแสงสูงขึ้นมาก พืชชนิดนี้สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการสร้างใบแบบใหม่ขึ้นมา และเปลี่ยนระบบการสังเคราะห์แสงเป็นแบบ PS CAM
   เพื่อรองรับความเข้มแสงและอณหภูมิที่เปลี่ยนไป การกลายพันธุ์ของมันเกิดจากการที่กลุ่มของยีนกลุ่มหนึ่งถูกแสดงออกจากการกระตุ้นของ ความเข้มแสงที่เปลี่ยนไปอย่างมากเป็น 
   เวลานานนั่นเอง
               
   ในนักวิ่งมาราทอน และนักวิ่งลมกรด ทั้งสองนักวิ่งมีกล้ามเนื้อที่แตกต่างกัน สำหรับนักวิ่งมาราทอนนั้น จะมีกล้ามเนื้อชนิดที่เรียกว่า slow-twitch fibres อยู่มาก แต่ในนักวิ่งลมกรด
   จะมีกล้าม เนื้อชนิดที่เรียกว่า Fast-twitch fibres อยู่มาก
   กล้ามเนื้อชนิด slow-twitch fibres เป็นกล้ามเนื้อชนิดที่สามารถเปลี่ยนอ๊อกซิเจนไปใช้เป็นพลังงานในการวิ่งได้
   กล้ามเนื้อชนิด Fast-twitch fibres เป็นกล้ามเนื้อชนิดที่สามารถ บีบตัวได้เร็วกว่ากล้ามเนื้อชนิดแรกสองถึงสามเท่า
   และสามารถกระตุกตัวได้  30-70 ครั้งต่อวินาที และใช้อ๊อกซิเจนในการทำงานน้อย 
   ยีนที่ถูกแสดงออกในนักวิ่งทั้งสองประเภทนี้ไม่เหมือนกัน เพื่อสร้างรูปแบบของกล้ามเนื้อที่แตกต่างกัน
   และความมากน้อยในการแสดงออกของยีนเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการฝึกฝนของนักวิ่ง
 
   เป็นไปได้หรือไม่ว่า จิตถูกจำกัดให้คงตัวอยู่ในภาวะหนึ่งๆ และไม่สามารถก้าวไปสู่อีกภาวะหนึ่งได้โดยการควบคุมของสมอง 
   หากอ้างอิงตามพระพุทธเจ้า การจะเข้าถึงการตรัสรู้ได้ จะต้องผ่านการฝึกฝนทางด้านสมาธิ การวิปัสนากรรมฐาน การควบคุมจิต
   ควบคุมสติ สังเกตจิต และเวทนาต่างๆ รวมทั้งน้อมจิต วิเคราะห์ ตามความเป็นจริง และจึงตรัสรู้ เพื่อเข้าถึง นิพพาน
 
   "ตรัสรู้" และ "ยีน" มีความเกี่ยวข้องกัน !!!
 
   หากสมมุติฐานข้างต้นมีความจริง การฝึกฝนทางจิตเหล่านี้ ย่อมมีส่วนทำให้ยีนหรือกลุ่มของยีนบางชนิดในเซลล์สมอง แสดงออก
   และสร้างโปรตีนที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานของจิต และรวมทั้งสนับสนุนจิตและสมองจนกระทั่งเข้าถึงภาวะหนึ่งที่ เรียกว่า ตรัสรู้ได้
   และนั่นจึงเปลี่ยนรูปแบบของจิตและสมองไปอย่างถาวร     
 
................................................................................................................................................................................................................
 
นิยาม
 
    ยีน คือ ส่วนหนึ่งของโครโมโซม (Chromosome segment)  ที่ถอดรหัส (encode) ได้เป็นสายโพลีเปปไตด์(สายของกรดอะมิโนซึ่งจะเปลี่ยนรูปไปเป็นโปรตีนต่อไป)หนึ่งสายที่ทำงานได้ (single functional polypeptide) เมื่อยีนยังอยู่ในโครโมโซมและยังไม่ได้ถูกแปลเป็นอาเอ็นเอ ยีนจะยังไม่สมบูรณ์และยังไม่สามารถทำงานได้ ยีนที่แปลเป็นอาเอ็นเอแล้ว ประกอบด้วย ส่วนที่สามารถถอดรหัสเป็นสายของกรดอะมิโนได้ เรียกว่า exon และ บริเวณที่โดนตัดทิ้งไป เรียกว่า intron
   
    ในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆเช่นใน โพรคารีโอต(พวกแบคทีเรีย)เช่น หรือสิ่งกึ่งชีวิต เช่น พวกไวรัส จะมีรูปแบบการทำงานและที่ตั้งของยีนส์แตกต่างกันไป เพราะสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งกึ่งชีวิตเหล่านี้ไม่มีโครโมโซมและนิวเคลียส โดยยีนสามารถแฝงอยู่ได้ ในรูปแบบของ ดีเอ็นเอ หรือ อาเอ็นเอ  

 รหัสพันธุกรรมทั้งหมดรวมทั้งยีน ของสิ่งมีชีวิตหรือเซลล์จะรวมเรียกว่า จีโนม และโครงสร้างของจีโนมในพวกโพรคารีโอตและยูคารีโอตจะแตกต่างกัน ถ้ายีนเกิดผิดไปจากปกติเรียกว่า การกลายพันธุ์ ซึ่งเกิดเองตามธรรมชาติหรือถูกกระตุ้นให้เกิดก็ได้ โดยส่วนมากแล้วเมื่อยีนเกิดผิดปกติไปจะส่งผลเสียต่อสิ่งมีชิวิตนั้นมากกว่าผลดี เช่น ในคน สามารถทำให้ป่วย เจ็บไข้ หรือถึงแก่ชีวิตได้ โรคที่เกิดจากสาเหตุนี้เรียกว่า โรคทางพันธุกรรม ซึ่งจะถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อไปหรือไม่ก็ได้

   วิวัฒนาการ (ในสิ่งมีชีวิต)(Evolution) คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงหรือคลี่คลายไปสู่ฐานะที่ดีขึ้นหรือเจริญขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางชีววิทยาจากสิ่งที่ง่าย ๆ ไปสู่สิ่งที่ซับซ้อนมากขึ้น หรือซับซ้อนน้อยลง เพื่อการดำรงอยู่ ตามความเหมาะสมของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องเปลี่ยน ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และต้องใช้เวลานาน

   พระพุทธเจ้า หรือ พระโคตมพุทธเจ้า (Gautama Buddha) หรือมักนิยมเรียกเพียง พระพุทธเจ้า เป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา ตามคัมภีร์ฝ่ายพุทธ ถือกันว่าพระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ระหว่าง 80 ปีก่อนพุทธศักราช จนถึงเริ่มพุทธศักราชซึ่งเป็นวันปรินิพพาน ตรงกับ 543 ปีก่อนคริสต์กาลตามตำราไทยอ้างอิงปฏิทินสุริยคติไทยและปฏิทินจันทรคติไทย และ 483 ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินสากล

ในดินแดนที่ปัจจุบันเป็นประเทศอินเดียและเนปาล ถือกันว่าพระองค์มีเชื้อชาติอริยกะ หรือชาติผู้เจริญ และเป็นชาวชมพูทวีป (สมัยนั้นยังไม่มีประเทศอินเดีย และเนปาล)พระองค์ประสูติในฐานะเจ้าชายแห่งแคว้นศากยะ (สักกะ) ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ โคตมะ แต่ได้ออกผนวชและทรงตรัสรู้เมื่อพระชนมายุได้ 35 พรรษา

  ขันธ์ 5

1.) ส่วนที่เป็นวัตถุทั้งหลาย ได้แก่ สสารทั้งหลาย แสง สีทั้งหลาย เสียง กลิ่น รส ความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความแข็ง ความหย่อน ความตึง อาการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ ช่องว่างต่างๆ อากาศ ดิน น้ำ ไฟ ลม สภาพแห่งความเป็นหญิง เป็นชาย เนื้อสมองและระบบของเส้นประสาททั้งหลาย อันเป็นฐานให้จิตเกิด รวมทั้งอาการแห่งความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป ดับไปของวัตถุทั้งหลายด้วย
ซึ่งรวมเรียกว่ารูปขันธ์ (ขันธ์ = กอง หมวด หมู่)

2.) ส่วนที่เป็นความรู้สึกนึกคิด และความคิดทั้งหลาย รวมเรียกว่านามขันธ์ แยกได้ 4 ชนิดคือ

2.1) เวทนาขันธ์ คือความรู้สึกเป็นสุขทางกาย ทุกข์ทางกาย โสมนัส(สุขทางใจ) โทมนัส(ทุกข์ทางใจ) อุเบกขาหรืออทุกขมสุขเวทนา(เป็นกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์)

2.2) สัญญาขันธ์ คือความจำได้หมายรู้ในสิ่งต่างๆ คือส่วนที่ทำหน้าที่ในการจำนั่นเอง (ไม่ใช่เนื้อสมอง แต่เป็นส่วนของความรู้สึกนึกคิด เนื้อสมองนั้นจัดเป็นรูปขันธ์ เนื้อสมองเป็นเหมือนสำนักงาน ส่วนนามขันธ์ทั้งหลายเหมือนผู้ที่ทำงานในสำนักงานนั้น)

2.3) สังขารขันธ์ คือส่วนที่ปรุงแต่งจิต คือสภาพที่ปรากฎของจิตนั่นเอง เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทาน(สภาพของจิตที่สละสิ่งต่างๆ ออกไป) ความเมตตา กรุณา มุทิตา สมาธิ ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ท้อถอย ความง่วง ความละอาย ความเกรงกลัว ความไม่ละอาย ความไม่เกรงกลัว เจตนาในการทำสิ่งต่างๆ ความลังเลสงสัย ความมั่นใจ ความเย่อหยิ่งถือตัว ความเพียร ปิติ ความยินดีพอใจ ความอิจฉา ความตระหนี่ ศรัทธา สติ ปัญญา การคิด การตรึกตรอง

2.4) วิญญาณขันธ์ หรือจิต คือผู้ที่รับรู้สิ่งทั้งปวง คือรับรู้ความรู้สึกต่างๆ
ตั้งแต่ ข้อ 2.1 จนถึงข้อ 2.3 และเป็นผู้รับรู้ถึงส่วนที่เป็นรูปขันธ์ทั้งหลายด้วย อันได้แก่เป็นผู้รับรู้สิ่งทั้งหลาย ที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นั่นเอง รวมถึงเป็นผู้รับรู้ในสภาวะแห่งนิพพานด้วย
 

......................................................................................................................................................................................................... 

 

5月7日

choice











"We all have a choice to do the right thing..."











4月22日

เพลงที่เล่นได้เพลงเดียว...

 
คำถามมันเกิดขึ้นมาในหัวว่า ...
 
ทำไมถึงมีเพลง "ก่อน" เพลงเดียวที่ผมชอบ
และพยายามเล่นจนจบ...
 
นั่งจำเนื้อ
นั่งจำคอร์ด สองสามรอบ
เสียเวลาซ้อมมัน
อยู่กับมัน
 
ทำไม?
 
เพลงอื่นก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ
เพราะๆก็มีมากอยู่
เนื้อหาดีๆ ก็มีหลากหลาย
ทำไมต้องเป็นเพลง "ก่อน"
 
เพลงอื่น...จริงๆผมก็เคยเล่นครับ
 
แต่เล่นไปสักพักก็จะเริ่มรู้สึกว่า
 
มันไม่ใช่เพลงที่เราเล่นแล้ว...
 
เรารู้สึกดี
เรามีความสุข
 
มันไม่ใช่เพลงที่เราเล่นแล้ว...
 
เรารู้สึกว่ามันลงตัว
พอได้ยินเสียงร้องออกมาแล้วมันปลดปล่อย
มันได้ระบาย
มันได้ผ่อนคลาย
 
เพลงที่คุณชอบมากจริงๆ และรู้สึกว่า "ใช่"
คุณอยากจะเล่นเพลงนี้จนจบ
คุณไม่อยากเล่นครึ่งๆ กลางๆ
คุณอยากจะเล่นเพลงนี้ให้ได้ดีๆ
อยากจะ โซโลได้
คุณอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อให้เล่นเพลงนี้ได้
อยากร้องให้เพื่อนๆ ฟัง
 
ในชีวิตนี้ มันจะมีอยู่ซักกี่เพลงครับ
 
ที่คุณรู้สึกอย่างนี้กับมัน
 
...
 
...เหมือนชีวิตคนครับ
 
เรื่องราวของคนสองคน
ความรักของคนสองคน
ก็เหมือนบทเพลงที่เขาทั้งสองร่วมแต่ง
 
ทำนองก็คือจังหวะในชีวิต
วันที่ผ่านไปคือเนื้อหา
อุปสรรค และความสุข คือท่อนฮุค
การสร้างสรรค์ คือโซโล
ความแปลกใหม่ คือฮาโมนิค
ความหวาน คือเสียงร้องเอื้อนเอ่ย...
 
คำถามก็คือ
 
คุณอยากจะเล่นเพลงนี้ให้จบรึเปล่า ?
ดวงตาคุณมองเห็นความสดใสของกันและกันไหมไหม?
จะจบลงที่เธอหรือเปล่า?
 
 
 
....
 
 
ก็ขึ้นอยู่กับคุณและเธอ
 
 
....
 
 
 
ขอแสดงความยินดีกับพี่มอสและพี่พิมพ์ครับ
ที่เป็นฝั่งเป็นฝาเรียบร้อยแล้ว...
 
 
A marriage of the two stars... 
A marriage of the two stars
 
 
 
 
 
 
ปล.เบื่อๆน่ะครับวันนี้ ขี้เกียจอ่านหนังสือซะแล้ว
ไหนๆก็ไหนๆ ก็เลย... (นี่มันทฤษฎีจิตวิทยานี่หว่า ประมาณว่าตามใจตัวเอง)


4月14日

ก่อน...

 
      
       วันนี้ทำ Project Bioinformatic เสร็จสิ้นไปซํกที...หลังจากนั่งหน้าจอติดต่อกันมาประมาณสามสี่วันแล้ว
 
         .....เอาเป็นว่าเกียจคอมพ์ไปเลยแล้วกัน(ถ้าไม่มีบล็อกคงขยาดไปอีกนาน)
 
       ...เหลือเพียงเขียนรายงานจากความยากลำบากที่อดตาหลับขับตานอน
        กินแต่ม่าๆ ตื่นเช้ามานั่งเขียนโปรแกรมจนตีหนึ่งนอนหลับ
        และตื่นมานั่งจ้องภาษาที่คนทั่วไปอ่านไม่รู้เรื่องเป็นเวลาถึง 60 ชม. ติดต่อกันโดยไม่ย่างกรายออกจากประตูบ้าน
 
      ...ทำได้อย่างไร... หึๆ
 
      เมื่อเสร็จแล้วก็ดีใจ สิครับ แต่ก็ยิ้มได้ประมาณ สามวินาที
      และก็เริ่มมองเห็นว่ายังมีหนังสือที่ต้องอ่าน และแล็บที่ต้องทวน ร่วมๆ แล้วเกือบ สิบห้าวิชา...
     
      ความดีใจและชื่นใจทั้งหลายเมื่อสักครู่ ก็อันตรธารหายไปเป็นปลิดทิ้ง
      เมื่อตั้งสติได้อีกครั้งหายใจเข้า หายใจออก บอกกับตัวเองว่ายังไม่ตาย
      ยังมีชีวิตอยู่ งานที่คั่งค้าง ค่อยๆสะสางไป อ่านทบทวนฝึกทำข้อสอบไป
      คนเราไม่มีใครตายเพราะ ทำงานหรอก ....
 
      คิดได้ดังนั้น หลังจากพักกินข้าว ก็ขออนุญาติ อัพบล็อกสักครู่
      เพราะอารมณ์ดีใจยังคงค้างจากความรู้สึกที่ว่าทำโปรเจคเสร็จแล้วนะ ....
 
    อย่างน้อยๆก็มีคะแนนแล้ว ....
 
     ทีนี้มาคุยกันดีกว่า ....
 
     เพื่อนๆ ชอบเล่นกีต้ากันบ้างไหม?
    
     หลายๆ คนคงชอบเล่นกีต้า โดยเฉพาะผู้ชาย 
     เนื่องจากสรีระของมือที่เอื้ออำนวยให้เล่นได้อย่างสะดวก
    (ผู้หญิงมือเล็กเกินไปน่ะครับ ไม่งั้นต้องออกแบบกีต้าใหม่ซะแล้ว)
    
     เครื่องดนตรีแบบสายที่คล้ายกีต้าที่มีมาแต่โบราณแล้วครับ
     แต่ต้นกำเหนิดกีต้าสมัยใหม่จริงๆ เกิดจากชาวอิหร่าน ชื่อว่า นาย Ziryab เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น
     จากนั้นก็ถูกดัดแปลงเรื่อยมา และใกล้เคียงมากที่สุด คือหลังจากที่เครื่องดนตรีชนิดนี้ถูกนำเข้ามาในยุโรป
     และเป็นช่างไม้ชาวสเปนที่ดัดแปลง ให้เป็นกีต้า ยุค renaissance หรือกีต้าที่ใกล้เคียงกีต้าทั่วไปในยุคนี้มากที่สุด 
 
    ว่ากันว่า กีต้า ออกแบบมาจากรูปร่างคน เนื่องจากผู้ออกแบบเป็นผู้ชาย กีต้า จึงดูคล้ายทรวดทรงของผู้หญิงครับ (อิๆ)
   
   ...ผมซื้อกีต้ามาตัวหนึ่ง เป็นกีต้าคลาสิค ซื้อมาตั้งแต่ ม.สาม น่ะครับ
     แต่ไม่ค่อยได้เล่น เพราะช่วงนั้น บ้าเรียนอยู่ พึ่งจะมาได้เล่น จริงๆ จังๆ ก็ตอนมาฝรั่งเศส นี่ล่ะ
     หลังจากเล่นไปได้พักหนึ่งก็มาพบข้อเสียของตัวเอง จากการเล่นดนตรี... 
    
     ข้อเสียที่ว่าก็คือ ผมเป็นคนใจร้อน และรู้สึกว่าจะใจร้อนเอามากๆซะด้วย
     เล่นกีต้าครั้งแรก จับจังหวะแทบไม่ได้ ดีดเร็วเกินไป ดีดแรงไปบ้าง เร่งจังหวะเกินไป ฯลฯ
     จนถึงตอนนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ดีขึ้นมาก ...
 
 ใจก็เย็นขึ้นมาก....
 
     สิ่งหนึ่งที่สะท้อน ความมักง่ายทางด้านศิลปะของผมก็คือ
     ผมไม่ค่อยอดทนเล่นเพลงให้จบ ถ้าเพลงนั้นมีคอร์ดที่ยากๆอยู่
     หรือถ้าเป็นเพลงที่ยากๆ ยังไงก็ต้องดูโน๊ตดูคอร์ด เพื่อที่จะเล่น
     มีไม่กี่เพลงที่ไม่ต้องดูคอร์ด เล่นได้ทั้งเพลง และเล่นได้อย่างดี
 
     จะว่าไปเพลงที่ผมเล่นได้อย่างนั้นมีอยู่เพลงเดียว...
 
     เพลงนั้นชื่อเพลง "ก่อน" ครับ...
 
    .....
 
    ขอให้ทุกคนนอนหลับอย่างเป็นสุข 
   
    ยินดีวันสงกรานต์ครับ...  :)   
    
 
 
 
หมายเหตุ: หากท่านใช้ Firefox ท่านจะไม่สามารถฟังเพลงได้ ดั้งนั้นหากท่านอยากฟังเพลง กรุณาใช้ explorer ครับ...
 
            
4月10日

ไม่ต้องคิดมาก

 
 
ไม่ต้องคิดมากเลยหลุยส์...
 
ลืมเรื่องที่ผ่านมาซะ...ปล่อยไป
 
เรื่องเดียวที่มึงต้องทำตอนนี้ คือ
 
สู้เพื่อป๊ากับแม่โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่...โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่......โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่.........โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่............โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่...............โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่..................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่.....................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่........................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่...........................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่.............................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่...................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่......................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่........................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่...........................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่..............................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่................................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่....................................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่.......................................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่..........................................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่............................................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่..............................................................โว้ย
 
 
เอาปริญญาตรี กลับไปฝากท่านอย่างภาคภูมิ...
 
 
4月6日

ฉันรักเธอ

 
 
         คุณรักความรักได้หรือเปล่า ?
 
       คำถามเช่นนี้ดูออกจะนามธรรมเอามากๆ
       เริ่มแรกผมยังนิยามไม่ได้ด้วยซ้ำ ว่าความรักนิยามได้ว่าอย่างไร
 
       แล้วคุณจะรักสิ่งที่นิยามไม่ได้ได้อย่างไร
       แต่ถามว่ามีกฏข้อไหนที่นิยามว่าเรารักสิ่งที่นิยามไม่ได้บ้าง
 
       ...นอกจากอคติในหัวใจคุณ
   
       แต่ถ้าหากว่าความรักนิยามไม่ได้แล้วสิ่งที่เรารู้สึก จะเรียกว่าอะไร
      ...หากรักคือสิ่งที่นิยามไม่ได้สิ่งที่เรารู้สึกจะนิยามได้หรือ
        แล้วเราจะเรียกมันว่าอะไร จะแปลความหมายว่าอย่างไร
        จะให้มันมุ่งไปทางไหน ถ้าความรู้สึกของเรานิยามไม่ได้
       
         ตัวตนที่รู้สึกที่ก่อให้เกิดความรู้สึกที่นิยามไม่ได้
 
        จะนิยามได้หรือ?..... 
 
        ความรัก เป็นสมมุติ อย่างหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
        ใช้ความว่า "รัก" มาเป็นตัวแทนค่าเฉลี่ยของจิตใจในภาวะ หนึ่ง
       
        ความรักมีหลายมิติ มีหลายมุมมอง
        
        ความรักที่โอบกอดคุณแผ่วเบา 
       
          ปากคุณที่พร่ำบอกว่า "ผมรักคุณ"
          ความอ่อนหวาน ความงาม
 
         เพราะเธออยู่ข้างใน
         เพราะความรักอยู่ข้างใน 
         ทุกครั้งที่คุณมีความรัก
         มันสวยงาม 
         
 
        ความรักไม่ได้เกิดจากวิวัฒนาการ
        ไม่ใช่เพราะ  natural selection ความรักจึงเกิด
        แต่เพราะ ความรักอยู่ในธรรมชาติ
        อยู่ในตัวตนของความรัก
  
        อยู่ในกันและกัน
        
        โลกหมุนไปเพราะความรัก
 
        รักเธอ
 
        รักผม
 
        รักคุณ
 
        รักมึง
 
        โลกหยุดหมุนลงก็เพราะความรัก
        โลกทุรนทราย
        โลกที่แห้งแล้ง 
        โลกที่ขาดเธอไม่ได้
        โลกที่บางครั้งเกือบแตกสลาย ...เมื่อความรักผุพัง
 
        โอ้ ความรัก เธอทำได้ทุกๆ อย่าง....
 
        โอ้ ความรัก "ฉัน รัก เธอ" 
 
 
 
3月8日

in or out

 
When you were born human being, you must enter to work's chain in society.
 
GOAL: Prestige+money+food+position in society+dream+passion... 
 
Indirect evolution for selected individual
 
student-----education system-----> 
primer individual selected-----evolution+adaptation----->
secondary individual selected-----evolution+adaptation----->
high specific individual selected-----big bang's evolution-----> 
 
manipulated individual & system's achitecture      
 
Direct evolution for  system's achitecture
 
child-----evolution+adaptation+idea+experience+innovation+gentic+chance----->
 
manipulated individual & system's achitecture
 
 
Then each individual 'll reproduce to give theirs members for the system to walk on same circle
 
 
If you wanna be out from theses chains ...perhap you'll die or you'll go to another system 
 
 
If you wanna be in   ...you have to accept it................................ all your life
 
 
...................................Don't get all of theses things like an idea's anti bodies for yourself
 
 
 
just a bit pessimism
 
2月26日

เตือนความจำ

 
พ่อ แม่ ยาย ตัวมึง อนาคตมึง
 
สิ่งที่มึงฝัน อย่าให้อะไร
 
มาขวาง
 
คนที่รักมึง และคนที่มึงรัก
 
ความหวัง
 
พุ่งมาที่มึง มันพุ่งมาที่มึง
 
ถ้ามึงทำไม่ได้
 
มันจบ
 
สายตา
 
พุ่งมาที่มึง
 
ดูถูกมึง
 
เหยียดหยามมึง
 
จงมุ่งไป
 
อย่าคิดว่าเก่งแล้ว
 
อย่าประมาท
 
อย่าเผลอตัว
 
ปล่อยใจ
 
ไปกับสิ่งสนุกสนาน
 
จงตั้งใจ อย่าเชื่อทุกคน
 
จงควบคุมตัวมึงให้ได้
 
เพราะความฝัน
 
อยู่ตรงหน้ามึง
 
อนาคต
 
จะไม่หยุดอยู่แค่ความฝัน
 
จำไว้...
 
 
 
2月19日

Just one thing...

 
     คุณรู้ไหมครับ คนเราออกเดินทางเพื่ออะไร ...
 
     บางคนเดินทางตามความจำเป็นเพราะต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ เพื่อทำธุระในแดนไกล
     บางคนเดินทางท่องเที่ยว เพื่อความสนุกสนาน เพื่อมองเห็นโลกใหม่ๆ เปิดหูเปิดตา เปิดความคิด
     บางคนหรือบางกลุ่มก็ออกเดินทางเพื่อฆ่า เพื่อทำสงคราม    
     บางคนเดินทางเพื่อตามหาความฝันของตนเอง ตามหาสิ่งที่เขาฝันอย่างไร้จุดหมาย แต่เขาเชื่อว่าจะเจอมันในที่สุด
     บางคนก็เดินทางเพราะต้องการตามหาบางสิ่งบางอย่างในจิตใจเขา เพื่อค้นพบความจริงแท้ เพื่อค้นคว้าทดลอง
     บางคนก็เดินทางเพราะศรัทธา ในสิ่งที่เขายึดมั่น ถือมั่น
 
          ถ้าคนเริ่มย่างก้าว ย่างเท้าออกไป 
 
เราเชื่ออยู่เสมอว่า เราจะได้พบ เรื่องราว ประสบการณ์ การผจญภัย ผู้คน ที่จะเข้ามาในชีวิตของพวกเรา
 
ผมก็เชื่ออยู่เสมอว่า การเดินทางมักจะให้อะไรบางอย่างกับเราเสมอ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ดี...
 
เพื่อสิ่งนั้นไงครับ ....เพื่อเรื่องเดียวในใจ...
 
ถ้าพร้อมแล้วก็ ไปซื้อตั๋วรถไฟกัน...ไม่ต้องรีรอ...
 
 
            
 
2月15日

คุณชอบเวลาฝนตกไหม?

    
      ช่วงนี้ที่ Bordeaux ฝนตกเกือบทุกวัน หลายๆคนที่ต้องทำงาน เรียน หรือเดินทางข้างนอก ต่างก็เปียกปอนไปตามๆกัน แต่ที่น่าสงสารที่สุดเห็นจะเป็น SDF แถวๆ Place de Tourny นอกจากต้องนอนอยู่ในเต๊นข้างนอก อากาศหนาวๆ ฝนก็ยังมาตกอีก
 
     ฝนที่นี่ตกไม่เหมือนเมืองไทย เวลาพวกเราเดินตากฝนที่นี่ เหมือนกับเดินผ่านน้ำฝักบัว ที่อุณหภูมิ สิบองศา ประมาณสิบห้านาที ใครที่ยังไม่เคยลองถ้าลองดู ก็จะรู้ว่าการเดินตากฝนที่นี่ไม่ค่อยน่าอภิรมณ์สักเท่าไร ในขณะที่ฝนตกที่เมืองไทยถ้าตกไม่หนัก หรือปรอยๆ จะ Classic มาก ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะความทรงจำวัยเด็กมันผ่านเข้ามา ...
 
     ผมอยู่กับคุณยายตอนเด็ก เพราะบ้านแตกสาแหรกขาด พ่อแม่ต้องแยกกันอยู่เพื่อทำงาน น้องสาวผมก็ตามแม่ไป ส่วนผม "คนรักเพชรบุรี" ก็เลยตั้งใจไม่ย้ายไปไหน อยู่กับคุณยายมาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต ห้องที่บ้านยายผมเป็นตึกแถว มีสามชั้น ชั้นล่างสุดเป็นห้องเก็บของ ชั้นสองจะเป็นห้องนอนของยายผม ชั้นสามจะเป็นห้องนอนของผม
 
     ห้องเปล่าๆ ตอนไม่มีคนอยู่มันก็ว่างเปล่าครับ พอคนเข้าไป ห้องมันก็เริ่มถูก ติต่างเอาว่า มีความทรงจำเก็บไว้อยู่ภายใน หลายๆคืนในฤดูฝน เมื่อผมปิดไฟนอน และฝนตก กลิ่นของไอฝนเคล้ากับกลิ่นฝุ่นหลังคากระเบื้องลอยวนเวียนไปทั่วห้อง อินเอียนกับเสียงเพลงของหยดน้ำที่กระทบกับสิ่งกีดขวางเป็นจังหวะ อากาศไม่ร้อนเกินไป ...นี่ละเป็นบรรยากาศที่ผมนิยามว่า Classic
 
     ฝนเป็นปรากฎการณ์ที่น่าทึ่ง ปรากฎการณ์ธรรมชาติชนิดนี้ถูกมนุษย์นำเอาไปสร้างเป็นหนังหรือภาพยนต์มากที่สุดก็ว่าได้ (รองลงไปอาจจะเป็น น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว คลื่นยัก ฯลฯ) โดยเฉพาะหนังรักโรแมนติก ไม่ว่าจะกุ๊กกิ๊ก เพื่อชีวิต หรือเศร้า เกือบทุกเรื่องต้องมีฝนตกอยู่ซักฉาก จนผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าไม่มีฝน อุตสาหกรรมหนังอาจจะย่ำแย่ไปเลยก็ได้ หลายๆฉากอาจจะเปลี่ยนไป เสียงน่ากลัวของฟ้าที่คอยร้องบั่นทอนขวัญและกำลังใจของเราอาจจะหายไป โดยเฉพาะฉากที่พระเอกเดินตากฝนกลับบ้านคนเดียวอาจจะ เปลี่ยนเป็นเดินตากแดด(ซึ่งไม่ดูเศร้าเอาซะเลย)
 
   อุตสาหกรรมเพลงก็เหมือนกัน คนเราชอบเปรียบฝนที่ตกเหมือนกับน้ำตาที่ไหลออกมา เป็นสัญลักษณ์ของความเศร้าและการลาจาก เพลงหลายๆเพลงถูกแต่งขึ้น บรรเลงขึ้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับฝน เอาฝนเป็นสัญลักษณ์ เพื่อให้คนตกอยู่ในภาวะคิดถึง ทั้งคิดถึงเธอ คิดถึงความหลัง จมอยู่กับอารมณ์ จมอยู่กับอดีต อาลัยอาวรณ์ แทบจะไม่ลืมหูลืมตา มีน้อยนักกี่จะเอาฝนมาให้กำลังใจเช่น "ฤดูที่แตกต่าง" ของบอย หรือเพลงพระราชนิพนต์ ที่เอาฝนมาพูดในแง่ดี ที่พูดมานี่ไม่ได้วิจารณ์ว่าเพลงอย่างนี้ไม่ดีนะครับ มันดีซะอีกที่ทำออกมาแล้วตรงใจตลาด มีคนซื้อเอาไปฟัง อย่างน้อยมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่คอยช่วยรักษาค่าเฉลี่ยความอ่อนไหวของจิตใจของคนในสังคมไว้ (ไม่ให้มันด้านชามากเกินไป)
 
     ฝนสำหรับผม ในฐานะสิ่งมีชีวิตหน่วยหนึ่งบนโลก ฝนที่ตกแบบพอดีไม่หนักเกินไป และตกสม่ำเสมอตามฤดูกาล คือ สัญลักษณ์ของการมีชีวิตและการเกิดใหม่
 
     หลังจากฝนตก
    
     พืชบางชนิดจะผลิดอกอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
     สิ่งมีชีวิตอีกหลายๆชนิดจะเริ่มทำการหาคู่หรือผสมพันธุ์ 
     เซลล์ของต้นไม้ทั้งหลายอิ่มเอิบ
     ธารน้ำเล็กๆหลายล้านสายรวมตัวกันเป็นแม่น้ำใหญ่
     แม่น้ำใหญ่หลายล้านสายรวมตัวกันเป็นทะเล
     ทะเลมากมายหลอมรวมเป็นมหาสมุทร
 
     มนุษย์กางร่มเดินคู่กันไป
 
     สิ่งสกปรกถูกชะล้าง
 
     หลายสิ่งหลายอย่าง ดูดีขึ้น สดใสขึ้น
 
     หลังจากฝนตก
 
   อาจจะเป็นเพราะว่าเสียงฝนตกอยู่ใน ใจ อยู่ในกาย อยู่ในสัญชาติญาณ ของพวกเราทุกคน และทุกชีวิตบนโลกใบนี้ก็เป็นได้ ...
 
 
ปล.ฝนเกือบหยุดตกรึยังครับ ? คุณอยากรั้งฝนใหโปรยอยู่อย่างนั้นหรือเปล่า? หรือคุณกำลังขอให้มันผ่านๆไปเสียที ... 
 
 
 
      
 
2月10日

เสียงเพลงแห่งความผูกพันธ์

 
     เมื่อวานซืน ก็ได้มีการเลี้ยงส่งพี่คริต พี่ยู้ และพี่พัดเตากันครับ (และเมื่อเช้านี้ผมก็พึ่งไปส่งพี่คริตมา) 
         ...บรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุก ความสุข เคล้าน้ำตา...
 
          มีพบ ก็มีจาก ครับ...แต่สักวันหนึ่งเราคงได้พบกันใหม่อีกครั้ง
   
          ...ความทรงจำ และความผูกพันธ์จะไม่จบลงแค่ รูปถ่าย เสียงเพลง ภาพวาด การ์ด หรืออดีต...
 
             เพราะว่าเรายังมีกันและกันอยู่เสมอครับ
 
             ใครที่เข้ามาดูบล็อกผม ก็ช่วยกันร้องเพลง ให้ทั้งสามคน
 
               ขอให้พวกพี่ทั้งสามคนโชคดีครับ...
 
                เดินทางโดยสวัสดิภาพกันทุกๆคน...
 
....ปล. โปรดอย่ามองข้ามความผูกพันธ์ เพราะว่ามันคือสิ่งทำให้เราเป็นตัวเป็นตนจนถึงบัดนี้...
 
 
 
ชื่อเพลง จะกลับแล้วหรือ?
เนื้อร้อง พี่มอส พี่พิมพ์ พี่จา
ทำนอง เพลงประกอบภาพยนต์การ์ตูนเรื่องอุลตราแมน
มือกีต้า พี่มอส พี่จา
คีร์บอร์ด พี่พิมพ์ 
 

      C                                             C

จะกลับแล้วหรือ                                      จะกลับเมืองไทย

Dm                   Dm                      Dm

ไม่รู้จะเจอกันเมื่อไหร่                           จะบินไปไกล

Dm                                           G7             Cmaj7 / C7

ทิ้งกูไปไกล                                             ยังไงก็ขอให้โชคดี

        F                                               Fm

อยู่ไหน                                                   จะตามไป

      Em7                                       A7

ในไม่ช้า                                                  ก็รอละกัน

    Dm   DmM7                Dm   Dm6

อย่ามาเสียใจ                                           มึงควรดีใจ                              

  F /G G7 C

เดี๋ยวจะไปใกล้มึง

   C            C7                         F

*   จะไม่มีพัดเตาให้เราได้มองหน้า    กันเหมือนอย่างเคย

Fm                                           C

หน้าที่เชยๆ                                             ไอ้อ้วนที่นิ่งเฉย

        Bm7           E7                          Am

แต่ว่ามันชอบทำให้เราหัวเราะ              ปล่อยมุกกูนิ่งเลย

D7          G

กูอยากเสยหน้ามันให้หงาย                                 

 

C                                                  C

จะไปเมืองไทย                                       จะไปจริงๆ

Dm                   Dm                      Dm

ขอให้ไม่ลืมทุกสิ่ง                                  อาหารการกิน

Dm                                           G7             Cmaj7 / C7

ดื่มไวน์จนชิน                                         ยังไงก็ขอให้โชคดี

      F                                                 Fm

จากนี้                                                       จากวันนี้

      Em7                                       A7

เราจะมี                                                    มีกันและกัน

    Dm   DmM7                Dm   Dm6

อย่ามาซึ้งใจ                                             ฟังเพลงนี้ไป                                                                          

  F /G G7 C

ก็แค่อยากทำให้

 

 

 

   C            C7                         F

*   จะไม่มีคริตยู้ให้เราได้ล้อ                               กันเหมือนดังเช่นเคย

Fm                                           C

คริตที่เฉยๆ                                             ไม่เคยจะพูดเลย

        Bm7           E7                          Am

ส่วนไอ้หมวยนั่งเมาท์ล้งเล้งทั้งวัน       ไม่เคยจะนิ่งเลย

D7          G

คริตคงไม่เหงาตลอดไป                                      

 

Solo     /C/C/Dm/Dm/Dm/Dm/G7/Cmaj7 C7/

            F/Fm/Em7/A7/Dm DmM7/Dm Dm6/   F/G G7 C

            C C7/F/Fm/C/Bm7/E7/Am/D7/G

 

C                                                  C

จะกลับเมืองไทย                                   กลับไปจริงๆ

Dm                   Dm                      Dm

สัญญาไม่ลืมทุกสิ่ง                                                กลับไปอย่าทิ้ง

Dm                                           G7             Cmaj7 / C7

ผูกพันกันจริง                                         ก็ขอให้เธอนั้นโชคดี

  F                                                     Fm

อยู่ไหน                                                   เราจะตามไป

      Em7                                       A7

ในไม่ช้า                                                  ก็รอละกัน

    Dm   DmM7                Dm   Dm6

อย่ามาเสียใจ                                           เธอควรดีใจ                           

  F /G G7 C / C / C /C /C………..

เดี๋ยวจะไปใกล้เธอ

2月5日

Art of being alone…

 

    คือการใช้ชีวิตดังเช่นการท่องเที่ยวอย่างอิสระ เมื่อคุณเดินทางไปยังที่ใดๆ ไม่มีที่ไหน หรือที่ใด ที่เป็นของคุณ คุณเดิน คุณถ่ายรูป คุณถอดสายตาชื่นชมทิวทัศน์ ตึกรามบ้านช่อง และชีวิตผู้คน ตามความอยาก ตามความชอบ ไม่จำเป็นต้องรอใคร ไม่จำเป็นต้องถามถึงสิ่งใด เมื่อคุณพอใจ คุณก็จากไป ไม่มีความผูกพันธ์ ไม่มีความโหยหา ไม่มีความคิดถึง เพราะคุณรู้ว่า หากคุณคิดถึงและคุณไม่ได้กลับมาอีกครั้ง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส....

 

    ผ่านพบ ไม่ผูกพันธ์

 

ความผูกพันธ์ เป็นเหตุของความคิดถึง

 

เพราะผูกไว้จึงแก้ยาก

 

เพราะพันไว้ จึงมีเยื่อใย

 

ความมทรงจำทั้งหลายก็เป็นเหมือนกับ ก้อนเมฆที่ล่องลอย ไม่เกินสิบปีคุณก็ไม่สามารถจำรายละเอียดของมันได้ เมื่อคุณจากไป ชื่อของคุณจะสูญหายไปจากคนที่มองเห็น เมื่อคุณจากไป รอยยิ้มของคุณจะสูญหายไปจากสายตาของเขา เมื่อคุณจากไป และลมหายใจของคุณหายไป สิ่งที่เหลือไว้ ก็แค่อากาศ คุณกลับสู่ผืนดิน กลับสู่อากาศ ตกลงมาเป็นน้ำ ฝุ้งกระจายเป็นฝุ่นควัน คุณหล่อเลี้ยงต้นไม้ เคลื่อนที่ผ่านลำไส้  สำรอกออกมาเป็นอาเจียน กลับลงสู่แม่น้ำ และเป็นอาหารของปลาในมหาสมุทร ...

 

      สิ่งที่เกิดขึ้น นิยามได้เพียงชั่วคราว ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลง อารมณ์ ความผิดหวัง ความดีใจ ความสุข กิเลส ตัณหา ความรัก ความคิดถึง อาลัย อาวรณ์ แค่ความว่างเปล่า แค่จิตที่เคลื่อนไหว แค่วิญญาณ ที่ฟุ้งซ่าน แค่เสี้ยววินาทีที่เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นและดับลง และหายไป และเกิดขึ้นใหม่ ....

  มองขึ้นไปบนท้องฟ้า ทอดสายตายออกไปไกล ในทะเลสีฟ้านั่น  ...ไม่มีเรื่องให้เศร้าและดีใจ หากคุณ มีอยู่เพียงแค่นั้น เพราะคุณมาแค่นั้นและจากไปแค่นั้น ...

  ชีวิต สุดท้ายก็เหมือนกับโฆษณา Converse all star

  ทางใครทางมัน...

 

 หมายเหตุ : ผู้เขียนกำลังเมา อย่าได้ถือสา

ปล. เออน้องหญิงครับ พี่เขียนเวอร์ชั่นของตัวเองให้แล้วนะ แต่ว่าขอโทษด้วยที่เขียนตอนสติไม่ค่อยครบ

     แบบว่ามันต้องใช้อารมณ์เขียนน่ะเรื่องนี้ ก็เลยไม่อยากให้ตัวเองมีสติซักเท่าไร (เขียนปล.ตอนสร่างแล้ว)

2月3日

เขาแท็กมา

 

 จริงๆ โดน taq มาหลายครั้งแล้วครับแต่ก็ยังไม่ได้เขียนสักทีเพราะขี้เกียจน่ะ เหมือนกับว่าความลับมันก็ควรจะเป็นความลับสิครับ

...อยากรู้อารายการรรมากมาย รู้หมดก็ไม่ตื่นเต้นดิครับ เหมือนกับดูหนังแล้ว ที่รู้ตอนจบ ประมาณนั้น ...แล้วมันจะสนุกอาราย

 

แต่ก็นะ .... เดี๋ยวจัดให้ก็แล้วกัน

 

จริงๆ ผมน่ะ ไม่มีความลับอะไรมากมายนักหรอก เพราะเป็นคนเปิดเผยครับ ใครคบหา เขาก็รู้สึกดี (อ่านะ)

 

แต่ก็....ลองอ่านดูแล้วกัน ....

 

.อาจารย์ประจำชั้นตอนมัธยมของผมพูดว่า เธอน่ะ เป็นคนหลายบุคลิก

ก็อาจจะจริงนะ ผมเป็นคนหลายบุคคลิก มีตัวตนเทียมของผมอยู่หลายตน และผมจะใช้มันแต่ละตนเมื่ออยู่กับคนที่มีระดับทางความคิดต่างกัน ตัวตนบางตัวของผมจะใช้กับคนที่มีระดับทางความคิดอยู่ระดับหนึ่งหรือมุมหนึ่ง ตัวตนบางตัวของผมจะถูกใช้กับคนที่มีระดับความคิดอยู่มุมอื่นหรือระดับอื่น ถ้าถามว่าจะเรียกว่าการเสแสร้งหรือแสดงละครใส่หน้ากากได้หรือไม่ ผมขอบอกว่าไม่ เพราะว่าตัวตนเหล่านั้น มันก็คือตัวตนของผมเหมือนกัน เพียงแต่มันจะถูกใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกัน

คนที่จะได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของผมที่ไม่ใช่ของเทียม คือคนที่ผมไว้ใจเท่านั้น ...

 

.ผมเคยเจอด้านมืด(กิเลสชั้นละเอียด)ในจิตใจของตัวเองตอนบวช...

และมันก็มืด และลึกมากจริงๆ จนผมสั่นด้วยความกลัว "มัน" ซึ่งอยู่ในตัวตนของผมอีกซีกหนึ่ง ...

มันเคลื่อนไหวเองได้ มันพยายามกลืนผม ครอบงำผม เพราะผมเข้าไปเจอมัน

ตอนที่เป็นคนธรรมดาและไม่ได้เป็นพระ ผมไม่เคยเจออะไรน่ากลัวเท่านี้มาก่อน

ถ้าคุณได้สัมผัสจุดนั้น คุณจะได้รู้ถึงความน่ากลัวของตัวเอง

และหากต้องไปถึงจุดนั้น ขอให้คุณมีสติไว้ให้ดี

 

. อาจารย์ที่ผมรักมากและถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีบุญคุณกับผมมากที่สุดคือ อาจารย์พจนันท์ คงยิ่ง ท่านเป็นอาจารย์สอนผมตอนป. จนถึงป. ๖ ท่านเป็นผู้ที่ประสาทวิชา ทำให้ผมรักวิทยาศาสตร์ อย่างจริงจัง และผมก็เริ่มมองหาจุดมุ่งหมาย ของตนเอง ท่านคงไม่รู้ เพราะผมเจอท่านครั้งสุดท้ายคือตอนที่ท่านกำลังจะขึ้นรถ และผมตะโกนบอกท่านว่า อาจารย์ครับผมสอบได้ทุนไปเรียนฝรั่งเศสนะ... อยากให้ท่านรู้ว่าผมรักและเคารพท่านเสมอ

 

. เคยแอบปลื้มลูกพี่ลูกน้องตัวเอง ...เธอเป็นผู้หญิงในอุดมคติก็ว่าได้ สำหรับผม

ตอนนี้เธอเป็นสูตินรีแพทย์ แล้วก็สอบเป็นผู้เชี่ยวชาญได้เรียบร้อย แต่งงานแล้ว ลูกสองครับ ชื่อ น้องเม่ยกับมี่ๆ

(ตอนไปงานแต่งงานแอบอิจฉาเจ้าบ่าวว่าคุณช่างโชคดีเหลือเกิน อิๆ)

 

. ผมเป็นคนโกรธคนยากมาก...ถ้าโกรธ จะโกรธลึกจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น จากนั้นก็จะเกลียด และเลิกสังฆกรรมกับบุคคลผู้นั้นไปเลย หากไม่มีผลประโยชน์ร่วมกัน หรือไม่ใช่เพื่อน

นั่นละ เรื่องที่พวกคุณยังไม่รู้ เกี่ยวกับตัวผม...

 

................แต่ว่า

 

คุณแน่ใจเหรอ ว่าข้างบน น่ะ

คือตัวตนที่แท้จริงของผม หรือตัวตนเทียมของผม หรือค่าเฉลี่ยของตัวตันทั้งหลายของผมที่มารวมๆกัน

ถ้าใช่ จะรู้ได้อย่างไร

ถ้าไม่ใช่ จะรู้ได้อย่างไร

เพราะแม้แต่ตัวคุณเอง

บางทีคุณยังไม่รู้จักตัวคุณเองดีพอเลย ...

หึๆ

ค่าเฉลี่ยของสังคม

 
ระบบในสังคมนั้น มีอยู่หลายระบบ เช่น...
 
การศึกษาที่มีให้กับคนในสังคม ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย
คือระบบของสังคมที่คอยสร้างค่าเฉลี่ยทาง สัมมาปัญญา ความฉลาด และวิจราณญาณ ของสมาชิกภายในสังคมนั้น
 
...ให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจเพื่อควบคุม สามารถนำบุคลากรเหล่านั้นมาใช้งานเพื่อพัฒนาได้
 และไม่สร้างปัญหาจนมากเกินไป
 
บางครั้งสมาชิกบางคน หรือบางกลุ่มที่อยู่ในสังคมนี้
มองเห็นข้อจำกัดและความด้อยประสิทธิภาพของระบบที่มีอยู่
เขาจึงพยายามสร้างจักรวาล และ ระบบของตัวเขาเองขึ้นมา
 
..เมื่อระบบที่เขา หรือเขาเหล่านั้นสร้างขึ้นมานั้น มีประสิทธิภาพ
หรือมีอำนาจมากเพียงพอ จนกระทั่งบางครั้ง เหนือกว่าระบบเก่า 
 
--ระบบนั้นจึงสามารถปฎิวัติ และเปลี่ยนแปลง ระบบที่มีอยู่เดิมได้ ในที่สุด--
 
 
 
เมื่อมนุษย์อยู่รวมกัน เราจะสังเกตุเห็นได้ว่า กลุ่มของมนุษย์
มีความพยายามที่จะพัฒนา และสร้างสิ่งต่างๆของสังคมตนเอง
 ให้ดีขึ้นและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
 
 
 
 
 
 
 
และไม่เคยมีจุดจบ...
 
เราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ
 
ต้องพัฒนามากขึ้นไปอีก
 
ต้องค้นพบให้มากกว่านี้
 
ควรจะดีกว่านี้
 
มีประสิทธิภาพมากกว่านี้
 
เร็วกว่านี้
 
มีมากกว่านี้
 
สวยงามกว่า
 
น่ารักกว่า
 
แข็งแกร่งกว่าที่เป็นอยู่
 
 
 
นั่นคือสิ่งที่สังคมมนุษย์บอกกับตัวของมันเองอยู่ทุกวัน
                                            เพื่อที่จะวิวํฒนาการกลับไปสู่จุดเดิมของมันอีกครั้ง
                                                                    จุดที่สังคมมนุษย์ไม่สามารถพัฒนาได้อีกต่อไป
                                                                                                       ความสิ้นสุดของอารยะธรรม... 
1月15日

การตายที่โปรแกรมไว้ของเซลล์(Programmed Cell Death)ป้องกันการติดเชื้อ

 

Science Daily — neutrophil granulocytes เป็นกลุ่มของเม็ดเลือดขาวที่ใหญ่ที่สุด ที่คอยทำลายจุลินทรีย์

Neutrophils เหล่านี้ ยึดจับ เล่าจุลินทรีย์ไว้ด้วยโครงสร้างภายนอกเซลล์ มีชื่อเล่นว่า Neutrophil Extracellular Traps (NETs) แปลเป็นไทยก็คือ กับดักนอกเซลล์ของ Neutrophils กับดักนี้ประกอบด้วย กรดนิวคลีอิก และ เอนไซม์ที่เป็นอันตรายต่อจุลินทรีย์

กลุ่มของนักวิทยาศาสตร์ นำโดย อาทูโร ซีคลินสกี (Arturo Zychlinsky) ที่ สถาบัน แม็กแพล็ง(Max-Planck-Institute) เพื่อชีววิทยาของการติดเชื้อ ประเทศเยอรมัน เป็นผู้ค้นพบ การสร้างเยื่อดักของ neutrophils นี้ (Journal of Cell Biology, online, January 8, 2007)

ด้วยการกระตุ้นเพียงครั้งเดียว เซลล์จะถูกโปรมแกรมใหม่เพื่อที่จะนำไปสู่การตายของพวกมัน ขณะที่พวกมันตาย เซลล์จะปล่อยสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในนิวเคลียสออกมา กรดนิวคลีอิคจะผสมกับเอนไซม์ของแบคทีเรีย และก่อตัวเป็นใยมรณะภายนอกเซลล์ แบคทีเรียและเชื้อราผู้บุกรุก จะถูกจับและถูกฆ่าใน NETs เหล่านี้

ทุกๆนาที neutrophils เป็นล้านๆ ถูกปล่อยออกมาจากไขกระดูก และพร้อมที่จะปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคที่บุกรุกเข้ามา พวกมันคือระบบภิมคุ้มกันด่านแรก ที่ต่อต้านแบคทีเรียที่เป็นอันตราย และเคลื่อนที่ไปในเนื้อเยื่อที่บริเวณที่ติดเชื้อ เพื้อต่อสู้กับเชื้อโรคเหล่านี้ เป็นเวลากว่า 100 ปีมาแล้วที่รู้กันว่า neutrophil granulocytes ฆ่า และทำลายเหล่าแบคทีเรียด้วยการกินเข้าไป และหลังจากที่แบคทีเรียเหล่านี้ถูกกินเข้าไปแล้ว neutrophils จะฆ่าพวกมันด้วย โปรตีนต่อต้านจุลินทรีย์

กลุ่มของนักวิทยาศาสตร์ นำโดย อาทูโร ซีคลินสกี (Arturo Zychlinsky) ได้ค้นพบ ระบบการทำลายแบบที่สองโดยพบว่า neutrophil granulocytes สามารถ สร้างโครงสร้างเยื่อตาข่าย ภายนอกเซลล์ประกอบด้วย กรดนิวคลีอิก และ เอนไซม์ที่จับแบคทีเรีย และฆ่าพวกมันเหล่านั้น นักวิทยาศาสตร์สามารถที่จะสร้างไมโครกราฟของเยื่อเหล่านี้ได้ แต่ สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนก็คือ วิธีการที่ granulocytes สามรถ รวบรวม องค์ประกอบของนิวเคลียสและ ส่งมันออกมาจะเซลล์ หลังจากการเก็บภาพของเซล์เป็นเวลานานและ จากการศึกษาทางไบโอเคมี วิธีการที่ neutrophils สร้าง NETs ก็ชัดเจนมากขึ้น เหล่าเซลล์ถูกกระตุ้นโดยแบคทีเรีย และเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างของนิวเคลียส กรานูลของพวกมัน และเอนไซม์ขนาดเล็ก จะถูกเก็บรักษาไว้ในไซโทพลาสซึม

Volker Brinkmann หัวหน้ากลุ่มกล้องจุลทรรศน์ อธิบายว่า “เยื่อหุ้มนิวเคลียสแยกออกเป็นขนาดเล็กๆ กรานูลสูญสลายไป และ องค์ประกอบของ NET สามารถเข้าไปผสมกันได้ภายในเซลล์” “ที่จุดสิ้นสุดของกระบวนการนี้ เซลล์จะหดตัวจนกระทั่ง เยื่อหุ้มเซลล์ ระเบิดและเปิดออกอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งปล่อยส่วนผสมที่อยู่ในภาวะไม่เสถียรอย่างยิ่งออกมา เมื้อสารเหล่านี้ออกมานอกเซลล์ครั้งหนึ่งแล้วมันจะคลี่ออกและก่อตัวเป็น NETs ที่สามารถจะจับแบคทีเรียได้ ”

น่าประหลาดใจที่ กระบวนการนี้ให้ผลเหมือนกับการกินแบคทีเรีย Arturo Zychlinsky กล่าวอีกว่า “NETs ที่ถูกสร้างจากการตายของ granulocytes ฆ่าแบคทีเรียด้วยปริมาณใกล้เคียงกับการกินโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีชีวิต ” ด้วยเหตุนี้ neutrophils ได้เติมเต็มหน้าที่ ในการป้องกัน ถึงแม้ว่าพวกมันเหล่านี้จะตายไปแล้วก็ตาม

Note: This story has been adapted from a news release issued by Max Planck Society.

หมายเหตุ : แปลโดยหลุยส์