Pongsagone 的个人资料มองเห็นเธอทุกครา...照片日志列表 工具 帮助

日志


5月12日

พระพุทธเจ้า/วิวัฒนาการ/ยีน

 
หมายเหตุ ขอลองเขียนเรื่องหนักๆหน่อย จริงๆผมก็เคยเขียนเรื่องแนวนี้มาหลายครั้งแล้วละ แต่ครั้งนี้น่าจะเป็นวิวัฒนาการทางความคิดอีกขึ้นหนึ่ง 
 
      ในสิ่งมีชีวิตหลายๆ ชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ การทำงานของ ของเซลล์ร่วมกับศูนย์ควบคุมหลักที่เรียกว่านิวเคลียสนั้นนับได้ว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ได้พอๆกับระบบของจักรวาล กุญแจหลักของระบบทั้งหลายในสิ่งมีชีวิตก็คือ "ยีน"
 
      เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า ยีนนั้นเป็นจุดเริ่มตันของโปรตีน และโปรตีนซึ่งมีมากมายเป็น ร้อยเป็นพันเป็นหมื่นชนิด ทำงานร่วมกัน ทั้งกับโปรตีนด้วยกันเอง และทั้งกับโมเลกุลของสารชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างระบบที่มีความซับซ้อนอย่างซับซ้อน และดูว่าไม่น่าจะทำงานได้ แต่ก็สามารถทำงานร่วมกันได้อย่าง "สมบูรณ์แบบ" โดยการออกแบบจากสถาปนิกที่ยิ่งใหญ่ชื่อว่า "ธรรมชาติ" คำว่าธรรมชาติ จริงๆแล้วมันก็คือตัวเราและระบบต่างๆในโลกนี้ร่วมกันนั่นเอง สิ่งมีชีวิตทั้งหลายคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ระบบต่างๆในโลกและในร่างกาย ในเซลล์ คือธรรมชาติ เราและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายวิวัฒนาการร่วมกัน ร่วมกับระบบ และระบบก็วิวัฒนาการร่วมกับสิ่งมีชีวิต และระบบก็วิวัฒนาการร่วมกันกับความเปลี่ยนแปลงของตัวมันเอง
      
     สิ่งที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน ระบบที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน สิ่งมีชัวิตทั้งหลาย นั่นคือการวิฒนาการที่เหมาะสมที่ลงตัวที่สุดแล้วกับ "ธรรมชาติ" ในปัจจุบัน
 
      มนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีอิทธิพลมากเหลือเกินกับ "ธรรมชาติ" ของโลกนี้ มากจนกระทั่งว่าเราสามารถทำลายตัวเองและทำลายระบบของโลกนี้ ได้ทั้งระบบ ในทางกลับกันเราสามารถสร้างสิ่งที่ดีงามให้กับ "ธรรมชาติ" และระบบของโลกนี้ได้อย่างมากมายเช่นกัน
 
     มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจกล่าว(อาจจกล่าวได้ว่าจริงๆ เพราะอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นที่วิวัฒนาการทางสมองดีเยี่ยมกว่าเราแต่เรายังไม่ค้นพบ)ได้ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการทางสมองที่ดีที่สุด ที่ลงตัวที่สุดเพื่อที่จะใช้ในการทำงานร่วมกับร่างกาย และธรรมชาติรอบๆตัวมัน สมองของมนุษย์คือหลักสำคัญ ที่ทำให้มนุษย์ดำรงอยู่ได้ใน "ธรรมชาติ" ของโลกนี้
 
    สมองที่ทำให้มนุษย์ยืนตัวตรงและมองท้องฟ้าได้อย่างภาคภูมิ
    สมองที่ทำให้เราสามารถใช้นิ้วทั้งสิบนิ้วของเราสร้างสรรค์และทำลายได้อย่างมีศิลปะ
    สมองที่ทำให้เราคิด วิเคราะห์ จินตนาการ รู้สึก ได้อย่าง อนันต์
 
    สมองของมนุษย์ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่างๆมากมาย ให้กับธรรมชาติของโลกนี้ ซึ่งเราไม่อาจจะพูดเพื่อกำหนดคุณภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ว่าดีหรือไม่ดี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น และกำลังเปลี่ยนแปลง อาจจะเป็นสิ่งที่ลงตัวที่สุดแล้วก็เป็นได้ของ "ธรรมชาติ" ในปัจจุบัน
 
    เมื่อสังคมมนุษย์ ซํบซ้อนและพัฒนาขึ้น ในชั่วประวิติศาสตร์หนึ่งของมนุษย์
    สมองของเราได้สร้างสิ่งที่ไม่น่าเชื่อขึ้นมาได้ คือ การกำเหนิดของ ศาสดาในศาสนาต่างๆ
 
    ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่เก่าแก่ศาสนาหนึ่ง ศาสดาของศาสนานี้มีชื่อว่า พระพุทธเจ้า หรือ พระโคตมพุทธเจ้า 
    ศาสนานี้เป็นศาสนาที่ จะว่าแปลกก็ได้สำหรับสังคมมนุษย์ เพราะพระพุทธเจ้า ได้บอกกับมนุษย์ว่า
 
   "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"
 
   ศาสนาพุทธแบ่งหลักคำสอนไว้หลายระดับ ระดับสำหรับคนธรรมดาโดยสอนให้อยู่ในโลกของมนุษย์ได้อย่างมีความสุขและสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีงามต่างๆให้กับโลกได้ 
   และระดับผู้ที่มีความพยายามที่จะถึงจุดสูงของศาสนาโดยแบ่งย่อยออกไปอีกหลายระดับเช่นกัน โดยเชื่ออยู่เสมอว่า "สิ่งใดเกิดจากเหตุ สิ่งนั้นย่อมจบลงด้วยเหตุ"
   ศาสนาพุทธ ได้บอกกับสังคมมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายว่า สัตว์ใดๆ ทำเหตุสิ่งใดไว้ ระบบของการกระทำนั้นจะตอบสนองแก่คนผู้นั้นหรือสัตว์ผู้นั้น ตามความเหมาะสม
   
   "ระบบของการกระทำ" ในที่นี้ก็คือ สิ่งที่ศาสนาพุทธเรียกว่า "กรรม" เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเกี่ยวของกัน เพราะระบบของธรรมชาติและระบบของสิ่งมีชีวิตเกี่ยวข้องกัน
    มหภาคของระบบต่างๆ คือ"กรรม" ระบบของกรรมยังแบ่งย่อยไปได้อีกเป็นอนันต์ตามหลักของศาสนาพุทธ
 
   หลักสำคัญของศาสนาพุทธคือ "จิต" คือสิ่งที่ทำให้เกิดทุกสิ่งทุกอย่าง จนกระทั่ง "การกำเหนิดของสิ่งมีชีวิต" หากกล่าวตามทฤษฎีของพุทธ คล้ายกับว่า
   
   โลกได้ถูกแบ่งออกเป็นสองโลกคู่ขนาน นั่นคือ
 
   โลกที่ดำเนินไปด้วยวิวัฒนาการของระบบและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และ
   โลกที่ดำเนินไปด้วยวิวัฒนาการของจิต
 
   โลกทั้งสองใบนี้อาจเกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน บางส่วนของโลกนี้อาจเชื่อมถึงกันและบางส่วนของโลกสองใบนี้อาจเชื่อมไม่ถึงกัน 
 
   เป้าหมายของศาสนาพุทธคือ หลุดพ้นจาก โลกทั้งสองใบนี้
   เพื่อให้ถึงจุดนั้น หลังจากการค้นคว้าทดลอง ของพระพุทธเจ้า
   เขาก็ได้พบว่า ทางที่จะสามารถหลุดพ้น และ"ตื่น"ขึ้นได้คือ การ "ตรัสรู้" เพื่อ ถึง "นิพพาน"
    
   จุดที่เรียกว่าตรัสรู้อยู่ไหน?
 
   จุดที่เรียกว่าตรัสรู้ นั้นคือ จุดที่ปราศจากสภาวะธรรมชาติหนึ่งที่เข้าถึงได้ เป็นธรรมชาติที่ไม่จุติ พ้นจากขันธ์ 5
                ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยใด ๆ เลย หาสภาวะอื่นเปรียบเทียบไม่ได้ สภาวธรรมนั้นคือพระนิพพาน
 
  เป็นไปได้หรือ? คำถามคงเกิดขึ้น หากสภาวะเช่นนี้มีอยู่จริง จะเป็นไปได้หรือที่มนุษย์ อย่างพวกเราจะมีสิทธิ์เข้าถึง หรือสิ่งมีชีวิตอื่นใดจะมีสิทธิ์เข้าถึง
 
  จุดที่ไม่มีการเกิด และการดับอีกต่อไป
 
   จุดที่ "เสถียร"
 
   หากเราย้อนกลับมาพูดเรื่องวิวัฒนาการ
   
   ร่างกายของมนุษย์ธรรมดา
   สมองของมนุษย์ธรรมดา
   มีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงสภาวะเช่นนี้หรือ
 
   สมองกับจิตเกี่ยวข้องกันอย่างไร
   สมองกับจิต เป็นอิสระต่อกัน
   เชื่อมต่อกัน
   หรือเป็นหนึ่งเดียวกัน ?
 
   หากสมองกับจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหตุใดจึงมีคำว่าหลุดพ้น "จิต" หลุดพ้นจากอะไร จากสมองหรือ? หรือจาก วัฎจักรสงสารของจิต
   หากสมองกับจิตไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน เราจะพูดได้ไหมว่าสมองเป็นเพียง เครื่องอำนวยความสะดวก เครื่องทำงาน เครื่องมือเชื่อมต่อของจิตกับโลกของสิ่งมีชีวิต
 
  เหมือนกับรถและคนขับ
 
  พูดง่ายๆ สมองคือ "in put & out put" ของจิต และร่างกายก็เป็น "in put & out put" ของสมองอีกทีหนึ่ง
 
  ตามที่พระพุทธเจ้ากล่าว "สภาวะที่ตรัสรู้" นั้นเป็นสภาวะที่ตรัสรู้แล้วตรัสรู้เลย จิตใจและจิตหลุดพ้นและเข้าถึงจุดที่เสถียรแล้ว โดยจะไม่มีการย้อนกลับมาอีก
 
  และบุคคลผู้นั้นสามารถมีชีวิตอยู่ได้ กับสภาวะเช่นนั้น
 
  ถ้าเป็นเช่นนั้น
 
  สภาวะที่เรียกว่า "ตรัสรู้" ส่งผลทางชีววิทยาหรือไม่ ? และ สภาวะ "ตรัสรู้" สามารถเกิดมาจาก "ผลเกื้อหนุนทางชีววิทยา" และ "จิต" ได้หรือไม่ ?
 
  ตามสมมุติฐานข้างต้น หาก "ปัจจัยทางชีววิทยา" และ "จิต" เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงภาวะตรัสรู้แล้ว
 
   คนพิการทางสมองย่อมไม่สามารถตรัสรู้ได้
   ผู้ป่วยทางสมอง ย่อมไม่สามารถเข้าถึงภาวะตรัสรู้ได้
 
   ซึ่งก็ชัดเจนและนั่น หมายความว่า สมองกับการเข้าถึง การตรัสรู้มีความเกี่ยวข้องกัน
 
  ย้อนกลับมาที่เรื่องของยีน ยีนในร่างกายของสิ่งมีชีวิต และมนุษย์ จะถูกใช้ในเวลาที่เหมาะสมและแสดงออกในเวลาที่เหมาะสม
 
   ยกตัวอย่างเช่น
 
   ในแบคทีเรีย หากแบคทีเรียตัวนั้น อยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมเช่นมี Antibiotic อยู่รอบที่อยู่อาศัยของมันและสามารถแทรกซึมเข้ามาในตัวมันได้ 
   ยีนบางชนิดในตัวแบคทีเรียจะถูกแสดงออกจากการกระตุ้นของแอนตี้ไบโอติคตัวนั้น เพื่อให้เซลล์ของแบบคทีเรียต่อต้านการทำลายของแอนตี้ไบโอติคนั้นได้
 
   ในพืชบางชนิดเช่น Mesembryanthenum crystallinum พืชชนิดนี้สามารถเปลี่ยนแปลงตัวมันเองจากระดับพันธุกรรมได้
   พูดง่ายๆก็คือมันสามารถกลายพันธุ์ ได้โดยตัวของมันเอง พืชชนิดนี้โดยปกติจะสังเคราะห์แสดงด้วยวิธี PS C3 ซึ่งเป็นการสังเคราะห์แสงโดยใช้แสงความเข้าต่ำ
   แต่หากความเข้มของแสงสูงขึ้นมาก พืชชนิดนี้สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการสร้างใบแบบใหม่ขึ้นมา และเปลี่ยนระบบการสังเคราะห์แสงเป็นแบบ PS CAM
   เพื่อรองรับความเข้มแสงและอณหภูมิที่เปลี่ยนไป การกลายพันธุ์ของมันเกิดจากการที่กลุ่มของยีนกลุ่มหนึ่งถูกแสดงออกจากการกระตุ้นของ ความเข้มแสงที่เปลี่ยนไปอย่างมากเป็น 
   เวลานานนั่นเอง
               
   ในนักวิ่งมาราทอน และนักวิ่งลมกรด ทั้งสองนักวิ่งมีกล้ามเนื้อที่แตกต่างกัน สำหรับนักวิ่งมาราทอนนั้น จะมีกล้ามเนื้อชนิดที่เรียกว่า slow-twitch fibres อยู่มาก แต่ในนักวิ่งลมกรด
   จะมีกล้าม เนื้อชนิดที่เรียกว่า Fast-twitch fibres อยู่มาก
   กล้ามเนื้อชนิด slow-twitch fibres เป็นกล้ามเนื้อชนิดที่สามารถเปลี่ยนอ๊อกซิเจนไปใช้เป็นพลังงานในการวิ่งได้
   กล้ามเนื้อชนิด Fast-twitch fibres เป็นกล้ามเนื้อชนิดที่สามารถ บีบตัวได้เร็วกว่ากล้ามเนื้อชนิดแรกสองถึงสามเท่า
   และสามารถกระตุกตัวได้  30-70 ครั้งต่อวินาที และใช้อ๊อกซิเจนในการทำงานน้อย 
   ยีนที่ถูกแสดงออกในนักวิ่งทั้งสองประเภทนี้ไม่เหมือนกัน เพื่อสร้างรูปแบบของกล้ามเนื้อที่แตกต่างกัน
   และความมากน้อยในการแสดงออกของยีนเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการฝึกฝนของนักวิ่ง
 
   เป็นไปได้หรือไม่ว่า จิตถูกจำกัดให้คงตัวอยู่ในภาวะหนึ่งๆ และไม่สามารถก้าวไปสู่อีกภาวะหนึ่งได้โดยการควบคุมของสมอง 
   หากอ้างอิงตามพระพุทธเจ้า การจะเข้าถึงการตรัสรู้ได้ จะต้องผ่านการฝึกฝนทางด้านสมาธิ การวิปัสนากรรมฐาน การควบคุมจิต
   ควบคุมสติ สังเกตจิต และเวทนาต่างๆ รวมทั้งน้อมจิต วิเคราะห์ ตามความเป็นจริง และจึงตรัสรู้ เพื่อเข้าถึง นิพพาน
 
   "ตรัสรู้" และ "ยีน" มีความเกี่ยวข้องกัน !!!
 
   หากสมมุติฐานข้างต้นมีความจริง การฝึกฝนทางจิตเหล่านี้ ย่อมมีส่วนทำให้ยีนหรือกลุ่มของยีนบางชนิดในเซลล์สมอง แสดงออก
   และสร้างโปรตีนที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานของจิต และรวมทั้งสนับสนุนจิตและสมองจนกระทั่งเข้าถึงภาวะหนึ่งที่ เรียกว่า ตรัสรู้ได้
   และนั่นจึงเปลี่ยนรูปแบบของจิตและสมองไปอย่างถาวร     
 
................................................................................................................................................................................................................
 
นิยาม
 
    ยีน คือ ส่วนหนึ่งของโครโมโซม (Chromosome segment)  ที่ถอดรหัส (encode) ได้เป็นสายโพลีเปปไตด์(สายของกรดอะมิโนซึ่งจะเปลี่ยนรูปไปเป็นโปรตีนต่อไป)หนึ่งสายที่ทำงานได้ (single functional polypeptide) เมื่อยีนยังอยู่ในโครโมโซมและยังไม่ได้ถูกแปลเป็นอาเอ็นเอ ยีนจะยังไม่สมบูรณ์และยังไม่สามารถทำงานได้ ยีนที่แปลเป็นอาเอ็นเอแล้ว ประกอบด้วย ส่วนที่สามารถถอดรหัสเป็นสายของกรดอะมิโนได้ เรียกว่า exon และ บริเวณที่โดนตัดทิ้งไป เรียกว่า intron
   
    ในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆเช่นใน โพรคารีโอต(พวกแบคทีเรีย)เช่น หรือสิ่งกึ่งชีวิต เช่น พวกไวรัส จะมีรูปแบบการทำงานและที่ตั้งของยีนส์แตกต่างกันไป เพราะสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งกึ่งชีวิตเหล่านี้ไม่มีโครโมโซมและนิวเคลียส โดยยีนสามารถแฝงอยู่ได้ ในรูปแบบของ ดีเอ็นเอ หรือ อาเอ็นเอ  

 รหัสพันธุกรรมทั้งหมดรวมทั้งยีน ของสิ่งมีชีวิตหรือเซลล์จะรวมเรียกว่า จีโนม และโครงสร้างของจีโนมในพวกโพรคารีโอตและยูคารีโอตจะแตกต่างกัน ถ้ายีนเกิดผิดไปจากปกติเรียกว่า การกลายพันธุ์ ซึ่งเกิดเองตามธรรมชาติหรือถูกกระตุ้นให้เกิดก็ได้ โดยส่วนมากแล้วเมื่อยีนเกิดผิดปกติไปจะส่งผลเสียต่อสิ่งมีชิวิตนั้นมากกว่าผลดี เช่น ในคน สามารถทำให้ป่วย เจ็บไข้ หรือถึงแก่ชีวิตได้ โรคที่เกิดจากสาเหตุนี้เรียกว่า โรคทางพันธุกรรม ซึ่งจะถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อไปหรือไม่ก็ได้

   วิวัฒนาการ (ในสิ่งมีชีวิต)(Evolution) คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงหรือคลี่คลายไปสู่ฐานะที่ดีขึ้นหรือเจริญขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางชีววิทยาจากสิ่งที่ง่าย ๆ ไปสู่สิ่งที่ซับซ้อนมากขึ้น หรือซับซ้อนน้อยลง เพื่อการดำรงอยู่ ตามความเหมาะสมของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องเปลี่ยน ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และต้องใช้เวลานาน

   พระพุทธเจ้า หรือ พระโคตมพุทธเจ้า (Gautama Buddha) หรือมักนิยมเรียกเพียง พระพุทธเจ้า เป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา ตามคัมภีร์ฝ่ายพุทธ ถือกันว่าพระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ระหว่าง 80 ปีก่อนพุทธศักราช จนถึงเริ่มพุทธศักราชซึ่งเป็นวันปรินิพพาน ตรงกับ 543 ปีก่อนคริสต์กาลตามตำราไทยอ้างอิงปฏิทินสุริยคติไทยและปฏิทินจันทรคติไทย และ 483 ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินสากล

ในดินแดนที่ปัจจุบันเป็นประเทศอินเดียและเนปาล ถือกันว่าพระองค์มีเชื้อชาติอริยกะ หรือชาติผู้เจริญ และเป็นชาวชมพูทวีป (สมัยนั้นยังไม่มีประเทศอินเดีย และเนปาล)พระองค์ประสูติในฐานะเจ้าชายแห่งแคว้นศากยะ (สักกะ) ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ โคตมะ แต่ได้ออกผนวชและทรงตรัสรู้เมื่อพระชนมายุได้ 35 พรรษา

  ขันธ์ 5

1.) ส่วนที่เป็นวัตถุทั้งหลาย ได้แก่ สสารทั้งหลาย แสง สีทั้งหลาย เสียง กลิ่น รส ความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความแข็ง ความหย่อน ความตึง อาการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ ช่องว่างต่างๆ อากาศ ดิน น้ำ ไฟ ลม สภาพแห่งความเป็นหญิง เป็นชาย เนื้อสมองและระบบของเส้นประสาททั้งหลาย อันเป็นฐานให้จิตเกิด รวมทั้งอาการแห่งความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป ดับไปของวัตถุทั้งหลายด้วย
ซึ่งรวมเรียกว่ารูปขันธ์ (ขันธ์ = กอง หมวด หมู่)

2.) ส่วนที่เป็นความรู้สึกนึกคิด และความคิดทั้งหลาย รวมเรียกว่านามขันธ์ แยกได้ 4 ชนิดคือ

2.1) เวทนาขันธ์ คือความรู้สึกเป็นสุขทางกาย ทุกข์ทางกาย โสมนัส(สุขทางใจ) โทมนัส(ทุกข์ทางใจ) อุเบกขาหรืออทุกขมสุขเวทนา(เป็นกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์)

2.2) สัญญาขันธ์ คือความจำได้หมายรู้ในสิ่งต่างๆ คือส่วนที่ทำหน้าที่ในการจำนั่นเอง (ไม่ใช่เนื้อสมอง แต่เป็นส่วนของความรู้สึกนึกคิด เนื้อสมองนั้นจัดเป็นรูปขันธ์ เนื้อสมองเป็นเหมือนสำนักงาน ส่วนนามขันธ์ทั้งหลายเหมือนผู้ที่ทำงานในสำนักงานนั้น)

2.3) สังขารขันธ์ คือส่วนที่ปรุงแต่งจิต คือสภาพที่ปรากฎของจิตนั่นเอง เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทาน(สภาพของจิตที่สละสิ่งต่างๆ ออกไป) ความเมตตา กรุณา มุทิตา สมาธิ ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ท้อถอย ความง่วง ความละอาย ความเกรงกลัว ความไม่ละอาย ความไม่เกรงกลัว เจตนาในการทำสิ่งต่างๆ ความลังเลสงสัย ความมั่นใจ ความเย่อหยิ่งถือตัว ความเพียร ปิติ ความยินดีพอใจ ความอิจฉา ความตระหนี่ ศรัทธา สติ ปัญญา การคิด การตรึกตรอง

2.4) วิญญาณขันธ์ หรือจิต คือผู้ที่รับรู้สิ่งทั้งปวง คือรับรู้ความรู้สึกต่างๆ
ตั้งแต่ ข้อ 2.1 จนถึงข้อ 2.3 และเป็นผู้รับรู้ถึงส่วนที่เป็นรูปขันธ์ทั้งหลายด้วย อันได้แก่เป็นผู้รับรู้สิ่งทั้งหลาย ที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นั่นเอง รวมถึงเป็นผู้รับรู้ในสภาวะแห่งนิพพานด้วย
 

......................................................................................................................................................................................................... 

 

5月7日

choice











"We all have a choice to do the right thing..."











4月22日

เพลงที่เล่นได้เพลงเดียว...

 
คำถามมันเกิดขึ้นมาในหัวว่า ...
 
ทำไมถึงมีเพลง "ก่อน" เพลงเดียวที่ผมชอบ
และพยายามเล่นจนจบ...
 
นั่งจำเนื้อ
นั่งจำคอร์ด สองสามรอบ
เสียเวลาซ้อมมัน
อยู่กับมัน
 
ทำไม?
 
เพลงอื่นก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ
เพราะๆก็มีมากอยู่
เนื้อหาดีๆ ก็มีหลากหลาย
ทำไมต้องเป็นเพลง "ก่อน"
 
เพลงอื่น...จริงๆผมก็เคยเล่นครับ
 
แต่เล่นไปสักพักก็จะเริ่มรู้สึกว่า
 
มันไม่ใช่เพลงที่เราเล่นแล้ว...
 
เรารู้สึกดี
เรามีความสุข
 
มันไม่ใช่เพลงที่เราเล่นแล้ว...
 
เรารู้สึกว่ามันลงตัว
พอได้ยินเสียงร้องออกมาแล้วมันปลดปล่อย
มันได้ระบาย
มันได้ผ่อนคลาย
 
เพลงที่คุณชอบมากจริงๆ และรู้สึกว่า "ใช่"
คุณอยากจะเล่นเพลงนี้จนจบ
คุณไม่อยากเล่นครึ่งๆ กลางๆ
คุณอยากจะเล่นเพลงนี้ให้ได้ดีๆ
อยากจะ โซโลได้
คุณอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อให้เล่นเพลงนี้ได้
อยากร้องให้เพื่อนๆ ฟัง
 
ในชีวิตนี้ มันจะมีอยู่ซักกี่เพลงครับ
 
ที่คุณรู้สึกอย่างนี้กับมัน
 
...
 
...เหมือนชีวิตคนครับ
 
เรื่องราวของคนสองคน
ความรักของคนสองคน
ก็เหมือนบทเพลงที่เขาทั้งสองร่วมแต่ง
 
ทำนองก็คือจังหวะในชีวิต
วันที่ผ่านไปคือเนื้อหา
อุปสรรค และความสุข คือท่อนฮุค
การสร้างสรรค์ คือโซโล
ความแปลกใหม่ คือฮาโมนิค
ความหวาน คือเสียงร้องเอื้อนเอ่ย...
 
คำถามก็คือ
 
คุณอยากจะเล่นเพลงนี้ให้จบรึเปล่า ?
ดวงตาคุณมองเห็นความสดใสของกันและกันไหมไหม?
จะจบลงที่เธอหรือเปล่า?
 
 
 
....
 
 
ก็ขึ้นอยู่กับคุณและเธอ
 
 
....
 
 
 
ขอแสดงความยินดีกับพี่มอสและพี่พิมพ์ครับ
ที่เป็นฝั่งเป็นฝาเรียบร้อยแล้ว...
 
 
A marriage of the two stars... 
A marriage of the two stars
 
 
 
 
 
 
ปล.เบื่อๆน่ะครับวันนี้ ขี้เกียจอ่านหนังสือซะแล้ว
ไหนๆก็ไหนๆ ก็เลย... (นี่มันทฤษฎีจิตวิทยานี่หว่า ประมาณว่าตามใจตัวเอง)


4月14日

ก่อน...

 
      
       วันนี้ทำ Project Bioinformatic เสร็จสิ้นไปซํกที...หลังจากนั่งหน้าจอติดต่อกันมาประมาณสามสี่วันแล้ว
 
         .....เอาเป็นว่าเกียจคอมพ์ไปเลยแล้วกัน(ถ้าไม่มีบล็อกคงขยาดไปอีกนาน)
 
       ...เหลือเพียงเขียนรายงานจากความยากลำบากที่อดตาหลับขับตานอน
        กินแต่ม่าๆ ตื่นเช้ามานั่งเขียนโปรแกรมจนตีหนึ่งนอนหลับ
        และตื่นมานั่งจ้องภาษาที่คนทั่วไปอ่านไม่รู้เรื่องเป็นเวลาถึง 60 ชม. ติดต่อกันโดยไม่ย่างกรายออกจากประตูบ้าน
 
      ...ทำได้อย่างไร... หึๆ
 
      เมื่อเสร็จแล้วก็ดีใจ สิครับ แต่ก็ยิ้มได้ประมาณ สามวินาที
      และก็เริ่มมองเห็นว่ายังมีหนังสือที่ต้องอ่าน และแล็บที่ต้องทวน ร่วมๆ แล้วเกือบ สิบห้าวิชา...
     
      ความดีใจและชื่นใจทั้งหลายเมื่อสักครู่ ก็อันตรธารหายไปเป็นปลิดทิ้ง
      เมื่อตั้งสติได้อีกครั้งหายใจเข้า หายใจออก บอกกับตัวเองว่ายังไม่ตาย
      ยังมีชีวิตอยู่ งานที่คั่งค้าง ค่อยๆสะสางไป อ่านทบทวนฝึกทำข้อสอบไป
      คนเราไม่มีใครตายเพราะ ทำงานหรอก ....
 
      คิดได้ดังนั้น หลังจากพักกินข้าว ก็ขออนุญาติ อัพบล็อกสักครู่
      เพราะอารมณ์ดีใจยังคงค้างจากความรู้สึกที่ว่าทำโปรเจคเสร็จแล้วนะ ....
 
    อย่างน้อยๆก็มีคะแนนแล้ว ....
 
     ทีนี้มาคุยกันดีกว่า ....
 
     เพื่อนๆ ชอบเล่นกีต้ากันบ้างไหม?
    
     หลายๆ คนคงชอบเล่นกีต้า โดยเฉพาะผู้ชาย 
     เนื่องจากสรีระของมือที่เอื้ออำนวยให้เล่นได้อย่างสะดวก
    (ผู้หญิงมือเล็กเกินไปน่ะครับ ไม่งั้นต้องออกแบบกีต้าใหม่ซะแล้ว)
    
     เครื่องดนตรีแบบสายที่คล้ายกีต้าที่มีมาแต่โบราณแล้วครับ
     แต่ต้นกำเหนิดกีต้าสมัยใหม่จริงๆ เกิดจากชาวอิหร่าน ชื่อว่า นาย Ziryab เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น
     จากนั้นก็ถูกดัดแปลงเรื่อยมา และใกล้เคียงมากที่สุด คือหลังจากที่เครื่องดนตรีชนิดนี้ถูกนำเข้ามาในยุโรป
     และเป็นช่างไม้ชาวสเปนที่ดัดแปลง ให้เป็นกีต้า ยุค renaissance หรือกีต้าที่ใกล้เคียงกีต้าทั่วไปในยุคนี้มากที่สุด 
 
    ว่ากันว่า กีต้า ออกแบบมาจากรูปร่างคน เนื่องจากผู้ออกแบบเป็นผู้ชาย กีต้า จึงดูคล้ายทรวดทรงของผู้หญิงครับ (อิๆ)
   
   ...ผมซื้อกีต้ามาตัวหนึ่ง เป็นกีต้าคลาสิค ซื้อมาตั้งแต่ ม.สาม น่ะครับ
     แต่ไม่ค่อยได้เล่น เพราะช่วงนั้น บ้าเรียนอยู่ พึ่งจะมาได้เล่น จริงๆ จังๆ ก็ตอนมาฝรั่งเศส นี่ล่ะ
     หลังจากเล่นไปได้พักหนึ่งก็มาพบข้อเสียของตัวเอง จากการเล่นดนตรี... 
    
     ข้อเสียที่ว่าก็คือ ผมเป็นคนใจร้อน และรู้สึกว่าจะใจร้อนเอามากๆซะด้วย
     เล่นกีต้าครั้งแรก จับจังหวะแทบไม่ได้ ดีดเร็วเกินไป ดีดแรงไปบ้าง เร่งจังหวะเกินไป ฯลฯ
     จนถึงตอนนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ดีขึ้นมาก ...
 
 ใจก็เย็นขึ้นมาก....
 
     สิ่งหนึ่งที่สะท้อน ความมักง่ายทางด้านศิลปะของผมก็คือ
     ผมไม่ค่อยอดทนเล่นเพลงให้จบ ถ้าเพลงนั้นมีคอร์ดที่ยากๆอยู่
     หรือถ้าเป็นเพลงที่ยากๆ ยังไงก็ต้องดูโน๊ตดูคอร์ด เพื่อที่จะเล่น
     มีไม่กี่เพลงที่ไม่ต้องดูคอร์ด เล่นได้ทั้งเพลง และเล่นได้อย่างดี
 
     จะว่าไปเพลงที่ผมเล่นได้อย่างนั้นมีอยู่เพลงเดียว...
 
     เพลงนั้นชื่อเพลง "ก่อน" ครับ...
 
    .....
 
    ขอให้ทุกคนนอนหลับอย่างเป็นสุข 
   
    ยินดีวันสงกรานต์ครับ...  :)   
    
 
 
 
หมายเหตุ: หากท่านใช้ Firefox ท่านจะไม่สามารถฟังเพลงได้ ดั้งนั้นหากท่านอยากฟังเพลง กรุณาใช้ explorer ครับ...
 
            
4月10日

ไม่ต้องคิดมาก

 
 
ไม่ต้องคิดมากเลยหลุยส์...
 
ลืมเรื่องที่ผ่านมาซะ...ปล่อยไป
 
เรื่องเดียวที่มึงต้องทำตอนนี้ คือ
 
สู้เพื่อป๊ากับแม่โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่...โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่......โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่.........โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่............โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่...............โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่..................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่.....................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่........................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่...........................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่.............................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่...................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่......................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่........................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่...........................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่..............................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่................................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่....................................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่.......................................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่..........................................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่............................................................โว้ย
สู้เพื่อป๊ากับแม่..............................................................โว้ย
 
 
เอาปริญญาตรี กลับไปฝากท่านอย่างภาคภูมิ...
 
 
4月6日

ฉันรักเธอ

 
 
         คุณรักความรักได้หรือเปล่า ?
 
       คำถามเช่นนี้ดูออกจะนามธรรมเอามากๆ
       เริ่มแรกผมยังนิยามไม่ได้ด้วยซ้ำ ว่าความรักนิยามได้ว่าอย่างไร
 
       แล้วคุณจะรักสิ่งที่นิยามไม่ได้ได้อย่างไร
       แต่ถามว่ามีกฏข้อไหนที่นิยามว่าเรารักสิ่งที่นิยามไม่ได้บ้าง
 
       ...นอกจากอคติในหัวใจคุณ
   
       แต่ถ้าหากว่าความรักนิยามไม่ได้แล้วสิ่งที่เรารู้สึก จะเรียกว่าอะไร
      ...หากรักคือสิ่งที่นิยามไม่ได้สิ่งที่เรารู้สึกจะนิยามได้หรือ
        แล้วเราจะเรียกมันว่าอะไร จะแปลความหมายว่าอย่างไร
        จะให้มันมุ่งไปทางไหน ถ้าความรู้สึกของเรานิยามไม่ได้
       
         ตัวตนที่รู้สึกที่ก่อให้เกิดความรู้สึกที่นิยามไม่ได้
 
        จะนิยามได้หรือ?..... 
 
        ความรัก เป็นสมมุติ อย่างหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
        ใช้ความว่า "รัก" มาเป็นตัวแทนค่าเฉลี่ยของจิตใจในภาวะ หนึ่ง
       
        ความรักมีหลายมิติ มีหลายมุมมอง
        
        ความรักที่โอบกอดคุณแผ่วเบา 
       
          ปากคุณที่พร่ำบอกว่า "ผมรักคุณ"
          ความอ่อนหวาน ความงาม
 
         เพราะเธออยู่ข้างใน
         เพราะความรักอยู่ข้างใน 
         ทุกครั้งที่คุณมีความรัก
         มันสวยงาม 
         
 
        ความรักไม่ได้เกิดจากวิวัฒนาการ
        ไม่ใช่เพราะ  natural selection ความรักจึงเกิด
        แต่เพราะ ความรักอยู่ในธรรมชาติ
        อยู่ในตัวตนของความรัก
  
        อยู่ในกันและกัน
        
        โลกหมุนไปเพราะความรัก
 
        รักเธอ
 
        รักผม
 
        รักคุณ
 
        รักมึง
 
        โลกหยุดหมุนลงก็เพราะความรัก
        โลกทุรนทราย
        โลกที่แห้งแล้ง 
        โลกที่ขาดเธอไม่ได้
        โลกที่บางครั้งเกือบแตกสลาย ...เมื่อความรักผุพัง
 
        โอ้ ความรัก เธอทำได้ทุกๆ อย่าง....
 
        โอ้ ความรัก "ฉัน รัก เธอ" 
 
 
 
3月8日

in or out

 
When you were born human being, you must enter to work's chain in society.
 
GOAL: Prestige+money+food+position in society+dream+passion... 
 
Indirect evolution for selected individual
 
student-----education system-----> 
primer individual selected-----evolution+adaptation----->
secondary individual selected-----evolution+adaptation----->
high specific individual selected-----big bang's evolution-----> 
 
manipulated individual & system's achitecture      
 
Direct evolution for  system's achitecture
 
child-----evolution+adaptation+idea+experience+innovation+gentic+chance----->
 
manipulated individual & system's achitecture
 
 
Then each individual 'll reproduce to give theirs members for the system to walk on same circle
 
 
If you wanna be out from theses chains ...perhap you'll die or you'll go to another system 
 
 
If you wanna be in   ...you have to accept it................................ all your life
 
 
...................................Don't get all of theses things like an idea's anti bodies for yourself
 
 
 
just a bit pessimism
 
2月26日

เตือนความจำ

 
พ่อ แม่ ยาย ตัวมึง อนาคตมึง
 
สิ่งที่มึงฝัน อย่าให้อะไร
 
มาขวาง
 
คนที่รักมึง และคนที่มึงรัก
 
ความหวัง
 
พุ่งมาที่มึง มันพุ่งมาที่มึง
 
ถ้ามึงทำไม่ได้
 
มันจบ
 
สายตา
 
พุ่งมาที่มึง
 
ดูถูกมึง
 
เหยียดหยามมึง
 
จงมุ่งไป
 
อย่าคิดว่าเก่งแล้ว
 
อย่าประมาท
 
อย่าเผลอตัว
 
ปล่อยใจ
 
ไปกับสิ่งสนุกสนาน
 
จงตั้งใจ อย่าเชื่อทุกคน
 
จงควบคุมตัวมึงให้ได้
 
เพราะความฝัน
 
อยู่ตรงหน้ามึง
 
อนาคต
 
จะไม่หยุดอยู่แค่ความฝัน
 
จำไว้...
 
 
 
2月19日

Just one thing...

 
     คุณรู้ไหมครับ คนเราออกเดินทางเพื่ออะไร ...
 
     บางคนเดินทางตามความจำเป็นเพราะต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ เพื่อทำธุระในแดนไกล
     บางคนเดินทางท่องเที่ยว เพื่อความสนุกสนาน เพื่อมองเห็นโลกใหม่ๆ เปิดหูเปิดตา เปิดความคิด
     บางคนหรือบางกลุ่มก็ออกเดินทางเพื่อฆ่า เพื่อทำสงคราม    
     บางคนเดินทางเพื่อตามหาความฝันของตนเอง ตามหาสิ่งที่เขาฝันอย่างไร้จุดหมาย แต่เขาเชื่อว่าจะเจอมันในที่สุด
     บางคนก็เดินทางเพราะต้องการตามหาบางสิ่งบางอย่างในจิตใจเขา เพื่อค้นพบความจริงแท้ เพื่อค้นคว้าทดลอง
     บางคนก็เดินทางเพราะศรัทธา ในสิ่งที่เขายึดมั่น ถือมั่น
 
          ถ้าคนเริ่มย่างก้าว ย่างเท้าออกไป 
 
เราเชื่ออยู่เสมอว่า เราจะได้พบ เรื่องราว ประสบการณ์ การผจญภัย ผู้คน ที่จะเข้ามาในชีวิตของพวกเรา
 
ผมก็เชื่ออยู่เสมอว่า การเดินทางมักจะให้อะไรบางอย่างกับเราเสมอ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ดี...
 
เพื่อสิ่งนั้นไงครับ ....เพื่อเรื่องเดียวในใจ...
 
ถ้าพร้อมแล้วก็ ไปซื้อตั๋วรถไฟกัน...ไม่ต้องรีรอ...
 
 
            
 
2月15日

คุณชอบเวลาฝนตกไหม?

    
      ช่วงนี้ที่ Bordeaux ฝนตกเกือบทุกวัน หลายๆคนที่ต้องทำงาน เรียน หรือเดินทางข้างนอก ต่างก็เปียกปอนไปตามๆกัน แต่ที่น่าสงสารที่สุดเห็นจะเป็น SDF แถวๆ Place de Tourny นอกจากต้องนอนอยู่ในเต๊นข้างนอก อากาศหนาวๆ ฝนก็ยังมาตกอีก
 
     ฝนที่นี่ตกไม่เหมือนเมืองไทย เวลาพวกเราเดินตากฝนที่นี่ เหมือนกับเดินผ่านน้ำฝักบัว ที่อุณหภูมิ สิบองศา ประมาณสิบห้านาที ใครที่ยังไม่เคยลองถ้าลองดู ก็จะรู้ว่าการเดินตากฝนที่นี่ไม่ค่อยน่าอภิรมณ์สักเท่าไร ในขณะที่ฝนตกที่เมืองไทยถ้าตกไม่หนัก หรือปรอยๆ จะ Classic มาก ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะความทรงจำวัยเด็กมันผ่านเข้ามา ...
 
     ผมอยู่กับคุณยายตอนเด็ก เพราะบ้านแตกสาแหรกขาด พ่อแม่ต้องแยกกันอยู่เพื่อทำงาน น้องสาวผมก็ตามแม่ไป ส่วนผม "คนรักเพชรบุรี" ก็เลยตั้งใจไม่ย้ายไปไหน อยู่กับคุณยายมาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต ห้องที่บ้านยายผมเป็นตึกแถว มีสามชั้น ชั้นล่างสุดเป็นห้องเก็บของ ชั้นสองจะเป็นห้องนอนของยายผม ชั้นสามจะเป็นห้องนอนของผม
 
     ห้องเปล่าๆ ตอนไม่มีคนอยู่มันก็ว่างเปล่าครับ พอคนเข้าไป ห้องมันก็เริ่มถูก ติต่างเอาว่า มีความทรงจำเก็บไว้อยู่ภายใน หลายๆคืนในฤดูฝน เมื่อผมปิดไฟนอน และฝนตก กลิ่นของไอฝนเคล้ากับกลิ่นฝุ่นหลังคากระเบื้องลอยวนเวียนไปทั่วห้อง อินเอียนกับเสียงเพลงของหยดน้ำที่กระทบกับสิ่งกีดขวางเป็นจังหวะ อากาศไม่ร้อนเกินไป ...นี่ละเป็นบรรยากาศที่ผมนิยามว่า Classic
 
     ฝนเป็นปรากฎการณ์ที่น่าทึ่ง ปรากฎการณ์ธรรมชาติชนิดนี้ถูกมนุษย์นำเอาไปสร้างเป็นหนังหรือภาพยนต์มากที่สุดก็ว่าได้ (รองลงไปอาจจะเป็น น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว คลื่นยัก ฯลฯ) โดยเฉพาะหนังรักโรแมนติก ไม่ว่าจะกุ๊กกิ๊ก เพื่อชีวิต หรือเศร้า เกือบทุกเรื่องต้องมีฝนตกอยู่ซักฉาก จนผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าไม่มีฝน อุตสาหกรรมหนังอาจจะย่ำแย่ไปเลยก็ได้ หลายๆฉากอาจจะเปลี่ยนไป เสียงน่ากลัวของฟ้าที่คอยร้องบั่นทอนขวัญและกำลังใจของเราอาจจะหายไป โดยเฉพาะฉากที่พระเอกเดินตากฝนกลับบ้านคนเดียวอาจจะ เปลี่ยนเป็นเดินตากแดด(ซึ่งไม่ดูเศร้าเอาซะเลย)
 
   อุตสาหกรรมเพลงก็เหมือนกัน คนเราชอบเปรียบฝนที่ตกเหมือนกับน้ำตาที่ไหลออกมา เป็นสัญลักษณ์ของความเศร้าและการลาจาก เพลงหลายๆเพลงถูกแต่งขึ้น บรรเลงขึ้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับฝน เอาฝนเป็นสัญลักษณ์ เพื่อให้คนตกอยู่ในภาวะคิดถึง ทั้งคิดถึงเธอ คิดถึงความหลัง จมอยู่กับอารมณ์ จมอยู่กับอดีต อาลัยอาวรณ์ แทบจะไม่ลืมหูลืมตา มีน้อยนักกี่จะเอาฝนมาให้กำลังใจเช่น "ฤดูที่แตกต่าง" ของบอย หรือเพลงพระราชนิพนต์ ที่เอาฝนมาพูดในแง่ดี ที่พูดมานี่ไม่ได้วิจารณ์ว่าเพลงอย่างนี้ไม่ดีนะครับ มันดีซะอีกที่ทำออกมาแล้วตรงใจตลาด มีคนซื้อเอาไปฟัง อย่างน้อยมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่คอยช่วยรักษาค่าเฉลี่ยความอ่อนไหวของจิตใจของคนในสังคมไว้ (ไม่ให้มันด้านชามากเกินไป)
 
     ฝนสำหรับผม ในฐานะสิ่งมีชีวิตหน่วยหนึ่งบนโลก ฝนที่ตกแบบพอดีไม่หนักเกินไป และตกสม่ำเสมอตามฤดูกาล คือ สัญลักษณ์ของการมีชีวิตและการเกิดใหม่
 
     หลังจากฝนตก
    
     พืชบางชนิดจะผลิดอกอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
     สิ่งมีชีวิตอีกหลายๆชนิดจะเริ่มทำการหาคู่หรือผสมพันธุ์ 
     เซลล์ของต้นไม้ทั้งหลายอิ่มเอิบ
     ธารน้ำเล็กๆหลายล้านสายรวมตัวกันเป็นแม่น้ำใหญ่
     แม่น้ำใหญ่หลายล้านสายรวมตัวกันเป็นทะเล
     ทะเลมากมายหลอมรวมเป็นมหาสมุทร
 
     มนุษย์กางร่มเดินคู่กันไป
 
     สิ่งสกปรกถูกชะล้าง
 
     หลายสิ่งหลายอย่าง ดูดีขึ้น สดใสขึ้น
 
     หลังจากฝนตก
 
   อาจจะเป็นเพราะว่าเสียงฝนตกอยู่ใน ใจ อยู่ในกาย อยู่ในสัญชาติญาณ ของพวกเราทุกคน และทุกชีวิตบนโลกใบนี้ก็เป็นได้ ...
 
 
ปล.ฝนเกือบหยุดตกรึยังครับ ? คุณอยากรั้งฝนใหโปรยอยู่อย่างนั้นหรือเปล่า? หรือคุณกำลังขอให้มันผ่านๆไปเสียที ... 
 
 
 
      
 
2月10日

เสียงเพลงแห่งความผูกพันธ์

 
     เมื่อวานซืน ก็ได้มีการเลี้ยงส่งพี่คริต พี่ยู้ และพี่พัดเตากันครับ (และเมื่อเช้านี้ผมก็พึ่งไปส่งพี่คริตมา) 
         ...บรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุก ความสุข เคล้าน้ำตา...
 
          มีพบ ก็มีจาก ครับ...แต่สักวันหนึ่งเราคงได้พบกันใหม่อีกครั้ง
   
          ...ความทรงจำ และความผูกพันธ์จะไม่จบลงแค่ รูปถ่าย เสียงเพลง ภาพวาด การ์ด หรืออดีต...
 
             เพราะว่าเรายังมีกันและกันอยู่เสมอครับ
 
             ใครที่เข้ามาดูบล็อกผม ก็ช่วยกันร้องเพลง ให้ทั้งสามคน
 
               ขอให้พวกพี่ทั้งสามคนโชคดีครับ...
 
                เดินทางโดยสวัสดิภาพกันทุกๆคน...
 
....ปล. โปรดอย่ามองข้ามความผูกพันธ์ เพราะว่ามันคือสิ่งทำให้เราเป็นตัวเป็นตนจนถึงบัดนี้...
 
 
 
ชื่อเพลง จะกลับแล้วหรือ?
เนื้อร้อง พี่มอส พี่พิมพ์ พี่จา
ทำนอง เพลงประกอบภาพยนต์การ์ตูนเรื่องอุลตราแมน
มือกีต้า พี่มอส พี่จา
คีร์บอร์ด พี่พิมพ์ 
 

      C                                             C

จะกลับแล้วหรือ                                      จะกลับเมืองไทย

Dm                   Dm                      Dm

ไม่รู้จะเจอกันเมื่อไหร่                           จะบินไปไกล

Dm                                           G7             Cmaj7 / C7

ทิ้งกูไปไกล                                             ยังไงก็ขอให้โชคดี

        F                                               Fm

อยู่ไหน                                                   จะตามไป

      Em7                                       A7

ในไม่ช้า                                                  ก็รอละกัน

    Dm   DmM7                Dm   Dm6

อย่ามาเสียใจ                                           มึงควรดีใจ                              

  F /G G7 C

เดี๋ยวจะไปใกล้มึง

   C            C7                         F

*   จะไม่มีพัดเตาให้เราได้มองหน้า    กันเหมือนอย่างเคย

Fm                                           C

หน้าที่เชยๆ                                             ไอ้อ้วนที่นิ่งเฉย

        Bm7           E7                          Am

แต่ว่ามันชอบทำให้เราหัวเราะ              ปล่อยมุกกูนิ่งเลย

D7          G

กูอยากเสยหน้ามันให้หงาย                                 

 

C                                                  C

จะไปเมืองไทย                                       จะไปจริงๆ

Dm                   Dm                      Dm

ขอให้ไม่ลืมทุกสิ่ง                                  อาหารการกิน

Dm                                           G7             Cmaj7 / C7

ดื่มไวน์จนชิน                                         ยังไงก็ขอให้โชคดี

      F                                                 Fm

จากนี้                                                       จากวันนี้

      Em7                                       A7

เราจะมี                                                    มีกันและกัน

    Dm   DmM7                Dm   Dm6

อย่ามาซึ้งใจ                                             ฟังเพลงนี้ไป                                                                          

  F /G G7 C

ก็แค่อยากทำให้

 

 

 

   C            C7                         F

*   จะไม่มีคริตยู้ให้เราได้ล้อ                               กันเหมือนดังเช่นเคย

Fm                                           C

คริตที่เฉยๆ                                             ไม่เคยจะพูดเลย

        Bm7           E7                          Am

ส่วนไอ้หมวยนั่งเมาท์ล้งเล้งทั้งวัน       ไม่เคยจะนิ่งเลย

D7          G

คริตคงไม่เหงาตลอดไป                                      

 

Solo     /C/C/Dm/Dm/Dm/Dm/G7/Cmaj7 C7/

            F/Fm/Em7/A7/Dm DmM7/Dm Dm6/   F/G G7 C

            C C7/F/Fm/C/Bm7/E7/Am/D7/G

 

C                                                  C

จะกลับเมืองไทย                                   กลับไปจริงๆ

Dm                   Dm                      Dm

สัญญาไม่ลืมทุกสิ่ง                                                กลับไปอย่าทิ้ง

Dm                                           G7             Cmaj7 / C7

ผูกพันกันจริง                                         ก็ขอให้เธอนั้นโชคดี

  F                                                     Fm

อยู่ไหน                                                   เราจะตามไป

      Em7                                       A7

ในไม่ช้า                                                  ก็รอละกัน

    Dm   DmM7                Dm   Dm6

อย่ามาเสียใจ                                           เธอควรดีใจ                           

  F /G G7 C / C / C /C /C………..

เดี๋ยวจะไปใกล้เธอ

2月5日

Art of being alone…

 

    คือการใช้ชีวิตดังเช่นการท่องเที่ยวอย่างอิสระ เมื่อคุณเดินทางไปยังที่ใดๆ ไม่มีที่ไหน หรือที่ใด ที่เป็นของคุณ คุณเดิน คุณถ่ายรูป คุณถอดสายตาชื่นชมทิวทัศน์ ตึกรามบ้านช่อง และชีวิตผู้คน ตามความอยาก ตามความชอบ ไม่จำเป็นต้องรอใคร ไม่จำเป็นต้องถามถึงสิ่งใด เมื่อคุณพอใจ คุณก็จากไป ไม่มีความผูกพันธ์ ไม่มีความโหยหา ไม่มีความคิดถึง เพราะคุณรู้ว่า หากคุณคิดถึงและคุณไม่ได้กลับมาอีกครั้ง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส....

 

    ผ่านพบ ไม่ผูกพันธ์

 

ความผูกพันธ์ เป็นเหตุของความคิดถึง

 

เพราะผูกไว้จึงแก้ยาก

 

เพราะพันไว้ จึงมีเยื่อใย

 

ความมทรงจำทั้งหลายก็เป็นเหมือนกับ ก้อนเมฆที่ล่องลอย ไม่เกินสิบปีคุณก็ไม่สามารถจำรายละเอียดของมันได้ เมื่อคุณจากไป ชื่อของคุณจะสูญหายไปจากคนที่มองเห็น เมื่อคุณจากไป รอยยิ้มของคุณจะสูญหายไปจากสายตาของเขา เมื่อคุณจากไป และลมหายใจของคุณหายไป สิ่งที่เหลือไว้ ก็แค่อากาศ คุณกลับสู่ผืนดิน กลับสู่อากาศ ตกลงมาเป็นน้ำ ฝุ้งกระจายเป็นฝุ่นควัน คุณหล่อเลี้ยงต้นไม้ เคลื่อนที่ผ่านลำไส้  สำรอกออกมาเป็นอาเจียน กลับลงสู่แม่น้ำ และเป็นอาหารของปลาในมหาสมุทร ...

 

      สิ่งที่เกิดขึ้น นิยามได้เพียงชั่วคราว ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลง อารมณ์ ความผิดหวัง ความดีใจ ความสุข กิเลส ตัณหา ความรัก ความคิดถึง อาลัย อาวรณ์ แค่ความว่างเปล่า แค่จิตที่เคลื่อนไหว แค่วิญญาณ ที่ฟุ้งซ่าน แค่เสี้ยววินาทีที่เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นและดับลง และหายไป และเกิดขึ้นใหม่ ....

  มองขึ้นไปบนท้องฟ้า ทอดสายตายออกไปไกล ในทะเลสีฟ้านั่น  ...ไม่มีเรื่องให้เศร้าและดีใจ หากคุณ มีอยู่เพียงแค่นั้น เพราะคุณมาแค่นั้นและจากไปแค่นั้น ...

  ชีวิต สุดท้ายก็เหมือนกับโฆษณา Converse all star

  ทางใครทางมัน...

 

 หมายเหตุ : ผู้เขียนกำลังเมา อย่าได้ถือสา

ปล. เออน้องหญิงครับ พี่เขียนเวอร์ชั่นของตัวเองให้แล้วนะ แต่ว่าขอโทษด้วยที่เขียนตอนสติไม่ค่อยครบ

     แบบว่ามันต้องใช้อารมณ์เขียนน่ะเรื่องนี้ ก็เลยไม่อยากให้ตัวเองมีสติซักเท่าไร (เขียนปล.ตอนสร่างแล้ว)

2月3日

เขาแท็กมา

 

 จริงๆ โดน taq มาหลายครั้งแล้วครับแต่ก็ยังไม่ได้เขียนสักทีเพราะขี้เกียจน่ะ เหมือนกับว่าความลับมันก็ควรจะเป็นความลับสิครับ

...อยากรู้อารายการรรมากมาย รู้หมดก็ไม่ตื่นเต้นดิครับ เหมือนกับดูหนังแล้ว ที่รู้ตอนจบ ประมาณนั้น ...แล้วมันจะสนุกอาราย

 

แต่ก็นะ .... เดี๋ยวจัดให้ก็แล้วกัน

 

จริงๆ ผมน่ะ ไม่มีความลับอะไรมากมายนักหรอก เพราะเป็นคนเปิดเผยครับ ใครคบหา เขาก็รู้สึกดี (อ่านะ)

 

แต่ก็....ลองอ่านดูแล้วกัน ....

 

.อาจารย์ประจำชั้นตอนมัธยมของผมพูดว่า เธอน่ะ เป็นคนหลายบุคลิก

ก็อาจจะจริงนะ ผมเป็นคนหลายบุคคลิก มีตัวตนเทียมของผมอยู่หลายตน และผมจะใช้มันแต่ละตนเมื่ออยู่กับคนที่มีระดับทางความคิดต่างกัน ตัวตนบางตัวของผมจะใช้กับคนที่มีระดับทางความคิดอยู่ระดับหนึ่งหรือมุมหนึ่ง ตัวตนบางตัวของผมจะถูกใช้กับคนที่มีระดับความคิดอยู่มุมอื่นหรือระดับอื่น ถ้าถามว่าจะเรียกว่าการเสแสร้งหรือแสดงละครใส่หน้ากากได้หรือไม่ ผมขอบอกว่าไม่ เพราะว่าตัวตนเหล่านั้น มันก็คือตัวตนของผมเหมือนกัน เพียงแต่มันจะถูกใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกัน

คนที่จะได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของผมที่ไม่ใช่ของเทียม คือคนที่ผมไว้ใจเท่านั้น ...

 

.ผมเคยเจอด้านมืด(กิเลสชั้นละเอียด)ในจิตใจของตัวเองตอนบวช...

และมันก็มืด และลึกมากจริงๆ จนผมสั่นด้วยความกลัว "มัน" ซึ่งอยู่ในตัวตนของผมอีกซีกหนึ่ง ...

มันเคลื่อนไหวเองได้ มันพยายามกลืนผม ครอบงำผม เพราะผมเข้าไปเจอมัน

ตอนที่เป็นคนธรรมดาและไม่ได้เป็นพระ ผมไม่เคยเจออะไรน่ากลัวเท่านี้มาก่อน

ถ้าคุณได้สัมผัสจุดนั้น คุณจะได้รู้ถึงความน่ากลัวของตัวเอง

และหากต้องไปถึงจุดนั้น ขอให้คุณมีสติไว้ให้ดี

 

. อาจารย์ที่ผมรักมากและถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีบุญคุณกับผมมากที่สุดคือ อาจารย์พจนันท์ คงยิ่ง ท่านเป็นอาจารย์สอนผมตอนป. จนถึงป. ๖ ท่านเป็นผู้ที่ประสาทวิชา ทำให้ผมรักวิทยาศาสตร์ อย่างจริงจัง และผมก็เริ่มมองหาจุดมุ่งหมาย ของตนเอง ท่านคงไม่รู้ เพราะผมเจอท่านครั้งสุดท้ายคือตอนที่ท่านกำลังจะขึ้นรถ และผมตะโกนบอกท่านว่า อาจารย์ครับผมสอบได้ทุนไปเรียนฝรั่งเศสนะ... อยากให้ท่านรู้ว่าผมรักและเคารพท่านเสมอ

 

. เคยแอบปลื้มลูกพี่ลูกน้องตัวเอง ...เธอเป็นผู้หญิงในอุดมคติก็ว่าได้ สำหรับผม

ตอนนี้เธอเป็นสูตินรีแพทย์ แล้วก็สอบเป็นผู้เชี่ยวชาญได้เรียบร้อย แต่งงานแล้ว ลูกสองครับ ชื่อ น้องเม่ยกับมี่ๆ

(ตอนไปงานแต่งงานแอบอิจฉาเจ้าบ่าวว่าคุณช่างโชคดีเหลือเกิน อิๆ)

 

. ผมเป็นคนโกรธคนยากมาก...ถ้าโกรธ จะโกรธลึกจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น จากนั้นก็จะเกลียด และเลิกสังฆกรรมกับบุคคลผู้นั้นไปเลย หากไม่มีผลประโยชน์ร่วมกัน หรือไม่ใช่เพื่อน

นั่นละ เรื่องที่พวกคุณยังไม่รู้ เกี่ยวกับตัวผม...

 

................แต่ว่า

 

คุณแน่ใจเหรอ ว่าข้างบน น่ะ

คือตัวตนที่แท้จริงของผม หรือตัวตนเทียมของผม หรือค่าเฉลี่ยของตัวตันทั้งหลายของผมที่มารวมๆกัน

ถ้าใช่ จะรู้ได้อย่างไร

ถ้าไม่ใช่ จะรู้ได้อย่างไร

เพราะแม้แต่ตัวคุณเอง

บางทีคุณยังไม่รู้จักตัวคุณเองดีพอเลย ...

หึๆ

ค่าเฉลี่ยของสังคม

 
ระบบในสังคมนั้น มีอยู่หลายระบบ เช่น...
 
การศึกษาที่มีให้กับคนในสังคม ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย
คือระบบของสังคมที่คอยสร้างค่าเฉลี่ยทาง สัมมาปัญญา ความฉลาด และวิจราณญาณ ของสมาชิกภายในสังคมนั้น
 
...ให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจเพื่อควบคุม สามารถนำบุคลากรเหล่านั้นมาใช้งานเพื่อพัฒนาได้
 และไม่สร้างปัญหาจนมากเกินไป
 
บางครั้งสมาชิกบางคน หรือบางกลุ่มที่อยู่ในสังคมนี้
มองเห็นข้อจำกัดและความด้อยประสิทธิภาพของระบบที่มีอยู่
เขาจึงพยายามสร้างจักรวาล และ ระบบของตัวเขาเองขึ้นมา
 
..เมื่อระบบที่เขา หรือเขาเหล่านั้นสร้างขึ้นมานั้น มีประสิทธิภาพ
หรือมีอำนาจมากเพียงพอ จนกระทั่งบางครั้ง เหนือกว่าระบบเก่า 
 
--ระบบนั้นจึงสามารถปฎิวัติ และเปลี่ยนแปลง ระบบที่มีอยู่เดิมได้ ในที่สุด--
 
 
 
เมื่อมนุษย์อยู่รวมกัน เราจะสังเกตุเห็นได้ว่า กลุ่มของมนุษย์
มีความพยายามที่จะพัฒนา และสร้างสิ่งต่างๆของสังคมตนเอง
 ให้ดีขึ้นและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
 
 
 
 
 
 
 
และไม่เคยมีจุดจบ...
 
เราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ
 
ต้องพัฒนามากขึ้นไปอีก
 
ต้องค้นพบให้มากกว่านี้
 
ควรจะดีกว่านี้
 
มีประสิทธิภาพมากกว่านี้
 
เร็วกว่านี้
 
มีมากกว่านี้
 
สวยงามกว่า
 
น่ารักกว่า
 
แข็งแกร่งกว่าที่เป็นอยู่
 
 
 
นั่นคือสิ่งที่สังคมมนุษย์บอกกับตัวของมันเองอยู่ทุกวัน
                                            เพื่อที่จะวิวํฒนาการกลับไปสู่จุดเดิมของมันอีกครั้ง
                                                                    จุดที่สังคมมนุษย์ไม่สามารถพัฒนาได้อีกต่อไป
                                                                                                       ความสิ้นสุดของอารยะธรรม... 
1月15日

การตายที่โปรแกรมไว้ของเซลล์(Programmed Cell Death)ป้องกันการติดเชื้อ

 

Science Daily — neutrophil granulocytes เป็นกลุ่มของเม็ดเลือดขาวที่ใหญ่ที่สุด ที่คอยทำลายจุลินทรีย์

Neutrophils เหล่านี้ ยึดจับ เล่าจุลินทรีย์ไว้ด้วยโครงสร้างภายนอกเซลล์ มีชื่อเล่นว่า Neutrophil Extracellular Traps (NETs) แปลเป็นไทยก็คือ กับดักนอกเซลล์ของ Neutrophils กับดักนี้ประกอบด้วย กรดนิวคลีอิก และ เอนไซม์ที่เป็นอันตรายต่อจุลินทรีย์

กลุ่มของนักวิทยาศาสตร์ นำโดย อาทูโร ซีคลินสกี (Arturo Zychlinsky) ที่ สถาบัน แม็กแพล็ง(Max-Planck-Institute) เพื่อชีววิทยาของการติดเชื้อ ประเทศเยอรมัน เป็นผู้ค้นพบ การสร้างเยื่อดักของ neutrophils นี้ (Journal of Cell Biology, online, January 8, 2007)

ด้วยการกระตุ้นเพียงครั้งเดียว เซลล์จะถูกโปรมแกรมใหม่เพื่อที่จะนำไปสู่การตายของพวกมัน ขณะที่พวกมันตาย เซลล์จะปล่อยสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในนิวเคลียสออกมา กรดนิวคลีอิคจะผสมกับเอนไซม์ของแบคทีเรีย และก่อตัวเป็นใยมรณะภายนอกเซลล์ แบคทีเรียและเชื้อราผู้บุกรุก จะถูกจับและถูกฆ่าใน NETs เหล่านี้

ทุกๆนาที neutrophils เป็นล้านๆ ถูกปล่อยออกมาจากไขกระดูก และพร้อมที่จะปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคที่บุกรุกเข้ามา พวกมันคือระบบภิมคุ้มกันด่านแรก ที่ต่อต้านแบคทีเรียที่เป็นอันตราย และเคลื่อนที่ไปในเนื้อเยื่อที่บริเวณที่ติดเชื้อ เพื้อต่อสู้กับเชื้อโรคเหล่านี้ เป็นเวลากว่า 100 ปีมาแล้วที่รู้กันว่า neutrophil granulocytes ฆ่า และทำลายเหล่าแบคทีเรียด้วยการกินเข้าไป และหลังจากที่แบคทีเรียเหล่านี้ถูกกินเข้าไปแล้ว neutrophils จะฆ่าพวกมันด้วย โปรตีนต่อต้านจุลินทรีย์

กลุ่มของนักวิทยาศาสตร์ นำโดย อาทูโร ซีคลินสกี (Arturo Zychlinsky) ได้ค้นพบ ระบบการทำลายแบบที่สองโดยพบว่า neutrophil granulocytes สามารถ สร้างโครงสร้างเยื่อตาข่าย ภายนอกเซลล์ประกอบด้วย กรดนิวคลีอิก และ เอนไซม์ที่จับแบคทีเรีย และฆ่าพวกมันเหล่านั้น นักวิทยาศาสตร์สามารถที่จะสร้างไมโครกราฟของเยื่อเหล่านี้ได้ แต่ สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนก็คือ วิธีการที่ granulocytes สามรถ รวบรวม องค์ประกอบของนิวเคลียสและ ส่งมันออกมาจะเซลล์ หลังจากการเก็บภาพของเซล์เป็นเวลานานและ จากการศึกษาทางไบโอเคมี วิธีการที่ neutrophils สร้าง NETs ก็ชัดเจนมากขึ้น เหล่าเซลล์ถูกกระตุ้นโดยแบคทีเรีย และเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างของนิวเคลียส กรานูลของพวกมัน และเอนไซม์ขนาดเล็ก จะถูกเก็บรักษาไว้ในไซโทพลาสซึม

Volker Brinkmann หัวหน้ากลุ่มกล้องจุลทรรศน์ อธิบายว่า “เยื่อหุ้มนิวเคลียสแยกออกเป็นขนาดเล็กๆ กรานูลสูญสลายไป และ องค์ประกอบของ NET สามารถเข้าไปผสมกันได้ภายในเซลล์” “ที่จุดสิ้นสุดของกระบวนการนี้ เซลล์จะหดตัวจนกระทั่ง เยื่อหุ้มเซลล์ ระเบิดและเปิดออกอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งปล่อยส่วนผสมที่อยู่ในภาวะไม่เสถียรอย่างยิ่งออกมา เมื้อสารเหล่านี้ออกมานอกเซลล์ครั้งหนึ่งแล้วมันจะคลี่ออกและก่อตัวเป็น NETs ที่สามารถจะจับแบคทีเรียได้ ”

น่าประหลาดใจที่ กระบวนการนี้ให้ผลเหมือนกับการกินแบคทีเรีย Arturo Zychlinsky กล่าวอีกว่า “NETs ที่ถูกสร้างจากการตายของ granulocytes ฆ่าแบคทีเรียด้วยปริมาณใกล้เคียงกับการกินโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีชีวิต ” ด้วยเหตุนี้ neutrophils ได้เติมเต็มหน้าที่ ในการป้องกัน ถึงแม้ว่าพวกมันเหล่านี้จะตายไปแล้วก็ตาม

Note: This story has been adapted from a news release issued by Max Planck Society.

หมายเหตุ : แปลโดยหลุยส์

1月12日

ต้อที่อยู่ในดวงตา



เสียงเพลงปีใหม่ เสียงสะล้อ ซอ ซึง เบียดเสียดอากาศ อัดแน่นไปทั่ววัดพระสิงห์
ผู้คนมากมายทั้งคนไทย คนเมือง คนต่างชาติ เดินขวักไขว่เข้าและออก ไม่จางตา
เบื้องหน้าพระรูปครูบาศรีวิชัยคือ ธูปและขี้ธูป เทียนและขี้เทียน เศษกระดาษ
ทองเปลวและเปลวทอง ปลิวว่อน หล่นเกลื่อนกลาด
ผู้คนกราบไหว้โลหะ หล่อทองเหลืองเหมือนคนรูปนั้น
ในมือถือธูปจุดให้ควันคลุ้ง เทียนให้สว่าง
เมื่อน้ำเทียนตกพื้น เหลืองอำพันถูกแต้มด้วยดำขี้เท้าคน จนดำสนิท
เมื่อธูปหมดก้าน จึงกลายเศษไม้ไร้ค่าแค่ขยะ
ต่างคนต่างอธิฐานขอสิ่งต่างๆ ตามแต่จินตนาการได้ จินตนาการเป็น จินตนาการเห็น
ควันธูปจุดไว้ทำให้คนแสบตา ความจริงถูกมองเห็นน้อยลง
เทียนจุดไว้แม้ยามกลางวัน หากตาคนทั้งหลายบอดจะมองเห็นสิ่งใด
มิจฉา แล ศรัทธาก่อตัวเป็นต้อกระจกคล้ายหมอกเทาคล้ำปกคลุกอยู่ทุกชั่วขณะจิตและชั่ว ขณะเห็น

ที่นี่คือวัดพระสิงห์ วัดประจำจังหวัดของเมืองเชียงใหม่
บรรยากาศที่พบเห็นในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้คืองานบุญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับ ปีใหม่
ทุกคนยินดีที่จะทำบุญด้วยเงิน ทั้งสะเดาะเคราะห์ ต่ออายุชีวิต
ตักบาตรวันเกิด ปิดทองทั้งหลังพระและหน้าพระ
วัดในเมืองเชียงใหม่ เกือบทุกวัด จัดให้ หาให้
เพื่อตอบสนองลูกค้า ทำตัวเป็นนายหน้าบุญ ได้อย่างบูรนาการ
รวมทั้งมีระบบการบริหาร การจัดการศรัทธาอย่างมีประสิทธิภาพ
มีเจ้าอาวาสเป็น CEO และมัคทายกเป็นเลขา

เราเห็นภาพดังกล่าวก็นึกถึงคำของพุทธทาส

"พระพุทธรูป บังพระพุทธเจ้า
ใบลาน(พระไตรปิฏก) บังพระธรรม
ชาวบ้านบังพระสงฆ์"

สิ่งที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดกำลังสร้างความหายนะ ให้กับพระรัตนไตร
วัดกำลังแปลงสภาพตนเองเป็นบริษัทขายบุญมากขึ้นเรื่อยๆ
แถมยังมีโปรโมชั่นเสริม ยั่วใจรูปแบบต่างๆอีกมากมายเพื่อให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการกันไม่ขาด
เราท้อใจไม่น้อย เมื่อเห็นพุทธศาสนาเป็นแบบนี้ หากจะให้พูดด้วยใจเป็นกลางคงไม่ได้
เพราะเราเป็นชาวพุทธ เกิดมากับศาสนาพุทธ เป็นหนี้บุญคุณคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
พุทธศาสนาในเมืองไทยสำหรับเรานั้นสำคัญมาก
เพราะคนไทย(ส่วนใหญ่) วิวัฒนาการและ เติบโต มากับศาสนาพุทธ
ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นประวัติศาสตร์ชาติไทย
ศาสนาพุทธของไทย มีอิทธิพลอย่างมากกับ นิสัย การกิน การนอน
การคิด การรัก การสืบพันธุ์ ของคนไทย

จนเกือบพูดได้ว่า "ถ้าอยากรู้จักความคิดของคนไทย คุณต้องรู้จักศาสนาพุทธในไทยก่อน"
เพราะพุทธศาสนาคือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมไทยคือส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา
การที่พุทธศาสนาในเมืองไทยกำลังเสื่อมถอย กำลังถูกดัด เปลี่ยนและแปลง
นั่นคือวัฒนธรรมไทย กำลังถูกทำลาย ถูกบิดเบี้ยว ถูกเปลี่ยนรูป

และนั่นก็หมายถึง อนาคตของคนไทย กำลังเปลี่ยนไปในทางที่เสื่อมลงเรื่อยๆอีกด้วยเช่นกัน

สวัสดีปีใหม่ครับ หวังว่าท่านทั้งหลายจะเป็นต้อกันน้อยลง

11月4日

Art of being together...

 

ศิลปะของการอยู่ร่วมกัน

 

 

ใครๆ ที่โตพอจะรู้เรื่องรู้ราวแล้วมักจะใฝ่ฝันถึงการมีใครสักคนที่คอยดูแลและให้คำปรึกษาในยามที่ทุกข์หรือกังวลใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟัง การที่จะมีใครสักคนอยู่เคียงข้างนั้น มันคือความอบอุ่น การแลกเปลี่ยน และการเติมเต็มซึ่งกันและกัน

 

ศิลปะของการอยู่ร่วมกัน

คือการรักและผูกพัน อย่างมีสติ

ความรักและความผูกพันนำมาซึ่งกำลังใจและความหมายของชีวิต

ความทุกข์และความกังวลใจจากความรักคือเสน่ห์ที่ไม่ทำให้ความรักและความผูกพันจืดจาง

 

คุณควรรักคนคนหนึ่งให้นานที่สุดและมอบความจริงใจให้กับเขา

คุณควรเลี้ยงสัตว์หรือปลูกต้นไม้

และหากคุณชอบเลี้ยงสัตว์หรือปลูกต้นไม้

คุณควรเลือกชนิดที่เราต้องดูแลเอาใจใส่กับมัน ต้องใช้เวลาอยู่กับมันและต้องให้ความรักและดูแลเอาใจใส่มัน

 

สัตว์ที่แนะนำให้เลี้ยงคือสุนัข เพราะสุนัขเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ สุนัขคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่เสแสร้ง หากรัก มันจะแสดงออกอย่างจริงใจด้วยท่าทีที่ร่าเริงเต็มที่และไม่ปิดบัง (สิ่งมีชีวิตที่รู้จักการโกหก ชนิดเดียวคือมนุษย์) สุนัขแต่ละตัวมีอายุเฉลี่ยนานพอควร และที่สำคัญสุนัขแต่ละตัวมีนิสัยต่างกันตามชนิดพันธุ์ของมัน หากคุณเลี้ยงสุนัขหลายตัวคุณจะต้องทำความเข้าใจทีละตัว ให้ความรักและดูแลมันแตกต่างกันไป เหมือนกับการพบปะผู้คนในสังคม ที่คุณจะต้องทำความเข้าใจคนแต่ละคนแตกต่างกันไป หากคุณเสียสุนัขตัวหนึ่งไป ถึงแม้คุณจะเสียใจ แต่คุณจะเก็บความทรงจำดีๆที่คุณมีให้กับมันไว้ และมันจะมีชีวิตอยู่ในใจคุณตลอดไปหากคุณจดจำมัน  ผิดกับการเลี้ยงมดหรือแมลงที่ทำให้คุณเห็นคุณค่าของชีวิตน้อยลง จนกระทั่งคุณไม่เห็นคุณค่าในตัวของคุณเอง

 

สำหรับพืชที่แนะนำให้ปลูก เป็นพืชจำพวกไม้ดอกหรือพืชเมืองหนาวเช่นต้นคริสมาส ไม้ดอกไม้ประดับเป็นพืชที่เลี้ยงยาก หากคุณไม่ให้การดูและเอาใจใส่มันเพียงพอมันจะไม่มีวันออกดอกให้คุณเห็น เพราะการสร้างดอกของพืชนั้นจำเป็นต้องใช้พลังงาน สารอาหาร เป็นจำนวนมาก รวมทั้งช่วงเวลาที่เหมาะสม ดอกไม้ถึงจะผลิบานออกมาเพื่อให้พวกเราและโลกได้เชยชมได้

 

ดอกไม้จะให้กลิ่นหอม และโลกที่สวยงามกับคุณ ถึงแม้ความสวยงามนั้นจะคงอยู่เพียงช่วงเวลาหนึ่งไม่นาน และดอกไม้นั้นก็จะร่วงโรยไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่คือเมล็ดพันธุ์ และต้นอ่อนที่พร้อมจะเบ่งบานแข่งกันในเวลาอีกไม่ช้าไม่นาน

 

ต้นคริสมาสเป็นต้นไม้ที่มีใบเปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล ต้นคริสมาสจะเขียวขจีในฤดูร้อน เพื่อรับแสงแดดอย่างเต็มที่ และจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเพื่อลดการเสียน้ำเมื่อฤดูหนาวมาถึง ต้นคริสมาส ช่วยให้เรานึกถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตและการปรับตัว ให้เข้ากับสถานการณ์ อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทุกข์ร้อน และกังวล

 

ทั้งหลายทั้งปวงนั่นคือศิลปะของการอยู่ร่วมกัน   

 

 

 

 

 

 


10月12日

สิ่งที่หลับไหล…

 

      บางครั้งโรคทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นในมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ เกิดจากความบังเอิญ และวิวัฒนาการร่วมของสิ่งมีชีวิต อะไรคือความบังเอิญในที่นี้  ความบังเอิญในที่นี้คือ RNA ของไวรัส และโมเลกุลบางชนิดที่มี affinity อย่างดีเยี่ยมกับ genetic material ของเรา

         ในร่างกายมนุษย์นั้น มนุษย์มียีนรวมประมาณ 30,000-40,000 ยีน (หรืออาจจะมากกว่านั้น) แต่เราทราบหน้าที่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น และมียีนอยู่มากมายที่ไม่ได้ถูกใช้งาน ...เราเรียกมันว่ายีนที่หลับไหล ....บางครั้งไวรัสที่ย่างกรายเข้ามาในร่างกาย และทำให้เซลล์บางชนิดในร่างกายของเราติด ...RNA หรือ DNA ของไวรัสที่ผ่านเข้ามาในนิวเคลียสจะถูกแปลไปไปเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เหมือนกับสวิตเปิดยีนเหล่านี้ให้ทำงาน เมื่อยีนเหล่านี้ทำงานในภาวะที่ไม่เหมาะสม จึงเกิดเป็นโรคทางพันธุกรรมขึ้นมา  และสร้างความลำบากให้กับร่างกายเราในที่สุด

        ในแบคทีเรีย ยีนที่หลับใหลก็มีอยู่เช่นกัน และยีนเหล่านี้ก็สามารถตื่นขึ้นได้ ด้วยวิธีการต่างๆมากมาย ทั้งหลายทั้งปวง ยีนเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อความอยู่รอดของสายพันธุ์ หรือจุดจบของตัวมันเองหากตื่นขึ้นมาผิดที่ผิดเวลา ...

        มนุษย์เรามีชีวิตอยู่ และวิวัฒนาการเรื่อยมา สร้างลูกหลาน สืบทอดเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบันนี้ เราอาจจะสามารถบอกได้ว่า ความสมดุลภายในเซลล์ของเรานั่นเองทำให้เราดำรงความเป็นมนุษย์อยู่ได้ ยีนทั้งหลายที่ถูกปลุกขึ้นมาใช้งานอยู่ตลอดเวลานี่เองทำให้เรา กินได้ เดินได้ หายใจได้ โดยไม่รู้สึกว่า ก๊าซที่เราหายใจเข้าไปเป็นพิษ ไม่รู้สึกว่า คาร์บอนในรูปแบบต่างๆที่เรากิน ที่เราบริโภคเข้าไป จะทำให้ร่างกายเราเสียหายใช้การไม่ได้ และถูกนำไปใช้เป็นพลังงานเพื่อขับเคลื่อนให้เราคิด รัก เคลื่อนไหวและสืบพันธุ์ 

        นั่นคือความสมดุลทางกายภาพ ของระบบทางพันธุกรรมเพียงแค่ส่วนเล็ก กระจิดริดเท่านั้นที่มนุษย์พึ่งจะเริ่มเข้าใจการทำงาน...คำถามนั้นมีอยู่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเราสามารถรู้และเข้าใจการทำงานของยีนที่หลับใหลเหล่านี้ได้ ?

         ฟังดูอาจจะคล้ายกับหนัง science fiction แต่หากสมมุติว่าเราเข้าใจ ในอนาคตอาจจะมีนักวิทยาศาสตร์ที่เพ้อฝัน พยายามสร้างมนุษย์ที่สามารถหายใจ เอาก๊าซหลายๆชนิด เข้าไปใช้ในการหายใจระดับเซลล์ได้นอกจาก Oxygen (เราอาจจะใช้คนดัดแปลงเหล่านี้ทำงานในโรงงานก๊าซพิษแทนคนธรรมดาเป็นต้น)… มนุษย์อาจจะสามารถสื่อสารกันทางโทรจิตได้และอ่านจิตใจกันได้โดยไม่ต้องออกเสียง(อย่าทำเป็นเล่นไป เวลาคนเราคิดย่อมมีคลื่นสมองเป็นความถี่และเป็นความต่างศักดิ์ที่แตกต่าง หากมียีนหรือกลุ่มของยีนที่หลับอยู่และสมมุติว่ายีนตัวนี้หรือกลุ่มนี้ ใช้ผลิตโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์ประสาทในสมอง ที่ sensitive ต่อความถี่และความต่างศักดิ์ที่ถูกปล่อยออกมาจากสมองขนาด nanoV และแปลเป็นความหมาย การเข้าใจความคิดหรือพูดกันโดยไม่ออกเสียงก็ย่อมเป็นไปได้ หากยีนตัวนี้ หรือกลุ่มนี้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา) มนุษย์อาจจะวิ่งได้ด้วยความเร็วเท่าๆกับเสือชีต้าในเวลาที่จำกัด จากการดัดแปลงทางพันธุกรรมเพื่อเสริมสมรรถภาพของท่อส่งผ่านไอออนในไมโตคอนเดรีย และระบบการทำงานของกล้ามเนื้อ... พวกเราอาจจะฉลาดขึ้นถึงแม้ว่าเนื้อที่สมองจะเท่าเดิมจากเยื่อประสาทที่ผลิตโดยโปรตีนชนิดใหม่ ทำให้สมองซีกซ้ายกับซีกขวาทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น ...ระบบภูมิคุ้มกันแบบใหม่ที่ ปรับตัวได้กับเชื้อโรคทุกชนิด ๙ล๙ ในอนาคตเราอาจจะสามารถ สร้างมนุษย์ หรือสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถเหนือจากมนุษย์ทั่วไปขึ้นมาก็ได้ เหมือนกับที่เรากำลังใช้วิธีเหล่านี้อยู่กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ...

           หากเราย้อนกลับมาที่ตัวตนทางจิตใจของเรา ...สมมุติฐานมีอยู่ว่า อะไรคือสิ่งที่หลับใหลอยู่ในจิตใจของเรา? สิ่งที่กล่าวด้านบนคือจุดมุ่งหมายที่แท้จริงแล้วหรือ...เหตุใดเราจึงไม่สามารถใช้งานจิตใจของเราให้เกิดประสิทธิภาพได้สูงสุด....ปัจจัยทางพันธุกรรมย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ไม่พูดเรื่องของการฝึกฝน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปริมาณฮอร์โมนที่ถูกผลิตออกมาไม่เท่ากันในแต่ละคน อัตตราการหายใจ อัตตราการเต้นของหัวใจ อวัยวะต่างๆ ที่มีสมรรถภาพแตกต่างกัน การทำงานร่วมกันของสมองกับเซลล์สมอง ส่งผลต่อความสามารถในการใช้จิตใจและอำนาจทางความคิดให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ...

          สมมุติฐานก็คือ ศาสดาทางศาสนาทั้งหลาย รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักการเมืองนักทฤษฎี ที่มีชื่อเสียงและความสามารถ ...บุคคลเหล่านี้คือผลผลิตของพันธุกรรมที่ลงตัวใช่หรือไม่ ลงตัวจนเกิดปรากฏการที่เรียกกันว่า อัจฉริยะลงตัวจนกระทั่งบุคลเหล่านี้สามารถเข้าถึง และสัมผัสถึงความเป็นจริงภายใจจิตใจ และ ธรรมชาติได้อย่างรวดเร็ว มีความสามารถที่จะคิดพิจาราณาสิ่งต่างๆได้อย่างละเอียด มีจินตนาการที่ลึกซึ้งกว่าปกติ และมีความทรงจำที่ดีเยี่ยม...

 

แต่นั่นเป็นเพียงสมมุติฐาน....ที่จะต้องพิสูจน์กันต่อไป

 

... ถึงตอนนั้นสิ่งที่พวกเราอยากได้มากที่สุด อาจจะเป็น  Chromosome entire ของพระพุทธเจ้า กระมัง...             

9月27日

เธอและฉัน เราพบกันที่เกรอนอบ

 



ประมาณปีที่แล้วผมได้มีโอกาส ไปเยี่ยมเพื่อนที่ Grenoble ในขณะนั้นภาพของเมือง Grenoble ในจินตนาการของผมก่อนไปคือเมืองเล็กๆ ล้อมรอบด้วยเทือกเขา Alps หนาวเย็น แห้งแล้ง ต้นไม้ที่ใบร่วงโรย ผู้คนที่เดินใส่เสื้อโค้ตหนาๆ และกางร่มสีดำยามฝนตก กราฟฟิตี้ตามผนังตึกต่างๆ ภาพที่เกิดขึ้นช่างเป็นภาพที่เย็นชาสิ้นดี ...

จาก Bordeaux ไป Grenoble รถไฟใช้เวลาในการเดินทาง 6 ชั่วโมง แต่ผมก็ยินดีที่จะนั่งสัปหงกไปตลอดทางอย่างทรมาน เพื่อที่จะไปเจอเพื่อนที่จากกันมานานเหลือเกิน... หลังจากที่นั่งหลับๆ ตื่นๆ ในที่สุดผมก็เดินทางมาถึง Grenoble ก้าวแรกที่เหยียบย่างจากรถไฟ ก็คือ สถานีรถไฟที่สว่างไสว การออกแบบที่ประหลาดตา แต่ก็ดูลงตัวและกลมกลืนอย่างสมดุล ผมค่อยๆเดิน ออกจากสถานีด้วยความรู้สึกระมัดระวังตัวเป็นพิเศษเพราะความไม่คุ้นเคย ภายใต้แสงไฟ ที่ส่องผ่านลงมาในทุกมุมมอง ...เกรอนอบในยามค่ำคืนนั้น เงียบสงบ(แน่นอนตอนนั้นมันเป็นเวลาประมาณ เที่ยงคืนได้) แต่ก็ยังคงมีรถรางวิ่งอยู่ ไม่นานเพื่อนผมก็เดินมาถึง เราสองคนพูดคุยกัน อย่างออกรสออกชาติ เล่าถึงการเดินทาง ถามถึงความเป็นอยู่ของกันและกัน ถามถึงเพื่อนคนนั้นคนนี้และคนอื่นๆ ... คืนนั้นผมยังมองไม่เห็นเมืองเกรอนอบดีนัก เพราะความมืดที่ยังคงปกคลุมและความหนาวเย็นรอบๆที่ทำให้ผมรีบเดินอย่างรวด เร็ว แต่มิตรภาพ ความไว้วางใจ ความคิดถึง ความห่วงใย จากเพื่อนก็หอบเอาไออุ่นเข้ามาปกคลุมจิตใจผมอย่างรวดเร็ว ...คืนนั้นผมหลับเป็นตาย

แสงอาทิตย์ยามเช้าค่อยๆ เปิดม่านตาผมออกทีละน้อย พร้อมกับเสียงของนกหลากพันธุ์ที่ออกหากินแข่งกับ ผู้คนที่มุ่งตรงออกจากบ้านเพื่อหน้าที่ของตนเอง ผมค่อยๆตื่นขึ้นมา...เธอยังคงหลับอยู่ เพราะวันนี้เป็นวันเสาร์และเราก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรเช่นกันว่าจะต้องออกไปไ หนเพื่อทำอะไร ผมจึงพยายาม ลุกขึ้นจากเตียงด้วยเสียงอันเงียบเชียบมากที่สุด ...ห้องของเธอนั้นไม่ได้ใหญ่มากนักและเป็นห้องใต้หลังคา ที่มีหน้าต่างบานใหญ่ อยู่สูงจากเตียงที่ผมนอนอยู่ประมาณ 1 เมตร ผมลุกขึ้นเกาะที่ขอบหน้าต่าง ...แทบไม่เชื่อสายตาว่าภาพที่มองเห็นเบื้องหน้า จะเป็นอะไรที่ผมมีโอกาสจะได้เห็นในชีวิตนี้ ภาพของทิวเขาสีขาว ทอดเป็นแนวยาวจากฝากฝั่งของขอบฟ้าหนึ่งไปยังขอบฟ้าอีกด้านหนึ่งตัดกับท้อง ฟ้าสีฟ้า และพระอาทิตย์ยามเช้าที่ส่องแสงลงมาสะท้อนกับหิมะบนเทือกเขาเหล่านั้นจากอ ีกด้านหนึ่งของเมือง เป็นภาพที่สวยงามเกินจินตนาการของผมในครั้งแรก ...ผมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวพร้อมกับควานหากล้องเพื่อจะเก็บภาพเบื้องหน้ าไว้ ...พลางคิดในใจว่า ช่างดีจริงๆ ที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวสถานที่ดีๆแบบนี้...

เธอตื่นแล้ว และเราก็ช่วยกันทำอาหารเช้า(จริงๆแล้วคือข้าวเที่ยง) ผมหยอกเธอบ้างบางครั้ง เธอหัวเราะ ผมก็หัวเราะ ความคิดถึง และธรรมชาติที่สวยงาม ทำให้ผมรู้สึกดีกับเธออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หลังจากนั้นเราก็ออกไปเดินเล่นด้วยกัน อากาศที่หนาวเย็นทำให้คนสองคนใกล้ชิดกันมาขึ้น วันนั้นอากาศดีเหลือเกิน มีแสงอาทิตย์อุ่นๆ ตลอดเวลา เราเดินเลียบแม่น้ำกันไป ในทุกๆที่ที่ผ่านนั้นคือเรื่องราว ในแต่ละซอกซอย มุมถนน ก้อนอิฐ หน้าต่าง บานประตู วัฒนธรรม เสียงเพลง และจิตวิญญาณของผู้คนอบอวล อยู่ท่ามกลางเส้นทางที่เดินผ่าน ไม่มีกราฟฟิตี้ ไม่มีความหนาวเย็นและความแห้งแล้งเพราะเราให้ความอบอุ่น และน้ำใจต่อกัน ต้นไม้ผลิใบอ่อนเขียวขจีสะท้อนกับแสงอาทิตย์อย่างเฉิดฉาย ไม่มีร่มสีดำและฝนที่ตกลงมาในใจของผมอีกต่อไป... เราสองคนเดินผ่านเข้าไปตามซอยนั้นบ้างซอยนี้บ้าง ผมและเธอหยุดถ่ายรูปกันเป็นบางครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือความทรงจำที่เราสองคนมีร่วมกัน ...

ช่างน่าเสียดาย เหลือเกิน เพราะเวลาที่ผมมีอยู่ช่างสั้นนักไม่นานผมก็ต้องกลับ Bordeaux กลับสู่ความเป็นจริงของจิตใจอีกครั้ง ความสุขและความฝันย่อมผ่านไปเช่นนี้เสมอ แต่มันก็คือความทรงจำที่ล้ำค่าและผมจะไม่มีวันลืม ....
9月10日

Pattern ทางความคิดชนิดสำเร็จรูป

 

 

      อะไรคือผลลัพธ์ อันหอมหวานของระบบการศึกษาและการสื่อสารในสังคมที่ซับซ้อน หนึ่งๆ

 

สิ่งที่ผมพอจะวิเคราะห์ได้ด้วยปัญญาและจินตนาการที่หลงเหลือเป็นเศษซากตะกอนในแก่นของสมอง ก็คือกลุ่มคำที่เรียกว่า Pattern ทางความคิดชนิดสำเร็จรูป 

 

 อะไรคือ Pattern ทางความคิดชนิดสำเร็จรูปคำพูดที่ผมพอจะนำมาใช้และนิยามก็คือ การศึกษาและการสื่อสารในสังคมหนึ่งๆ ที่ทำให้กลุ่มบุคคลในสังคมนั้นมีรูปแบบของ ปัญญา ความคิด ความเข้าใจ และความรู้สึก อยู่ ในระดับที่เหมาะสมตาม สถานการณ์ ตามสังคมย่อยที่คนผู้นั้นอยู่ ตามอายุ และตามหน้าที่ ของบุคคลผู้นั้น

 

      ฟังดูคล้ายๆกับ ความคิด ที่แพ๊ค ใส่ซอง พอจะใช้หรือบริโภค ก็เอาออกมาชงกับน้ำร้อน แล้วก็ซดเข้าไป เหมือนกับ บะหมี่สำเร็จรูป แล้วคนคนนั้นก็จะคิดไปในแนวทางเดียวกับรสชาติและความคิดสำเร็จรูปที่ซื้อมา

 

ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้

 

แต่ถ้าเกิดผมจะบอกว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว และมีอยู่ในทุกๆสังคม ทุกประเทศ ทุกชาติ คุณอาจจะประหลาดใจเล็กน้อย         

 

 เด็ก นักเรียน นักศึกษา ที่เติบโต และ เรียนรู้ ภายในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ในสังคมโรงเรียน และสังคมมหาวิทยาลัย จะมีรูปแบบความคิด อยู่ในทางหนึ่ง ซึ่งแน่นอนย่อมต่างจากคน ที่ใช้ชีวิต ต่อสู้ฝ่าฟัน มาจากนอกระบบ

 

  สังคมของตำรวจและสังคมของทหาร ย่อมต่างกัน คนเหล่านี้คิดต่างกัน เชื่อต่างกัน เคารพในสิ่งที่ตนเองเคารพ ต่างกัน คำ คำเดียวกันในภาษาไทยอาจถูกนิยามในความหมายที่ต่างกัน จากคนแต่ละกลุ่ม

 

เพราะว่าตำรวจได้รับความคิดสำเร็จรูปอย่างหนึ่ง  และทหารก็ได้รับความคิดสำเร็จรูปอีกอย่างหนึ่ง

 

  พนักงานงานบริษัท ถูกปลูกฝังให้เชื่อในระบบ ของบริษัท ทำเพื่อผลประโยชน์ของบริษัท และยอมรับ รูปแบบการบริหาร การทำงาน การจัดการ ของบริษัท รวมทั้งถูกปลูกฝัง อัตตา ความรัก ในบริษัท เข้าไป

 

  นักเรียนอาชีวะ และสายอาชีพ ถูกทำให้เข้าใจ เชื่อ ภูมมิใจและรักในสถาบันตัวเอง เกลียดสถาบันอื่น โดยความคิดผิดๆของรุ่นพี่บางคน ความกลัว และการข่มขู่

 

   คนไทยดูถูกคนลาวและประเทศรอบๆข้างโดย ประวัติศาสตร์ และระบอบการศึกษา

 

นักวิทยาศาสตร์ เชื่อ คิด และมองในมุมมองที่แตกต่างจาก นักสังคมศาสตร์ และ นักรัฐศาสตร์ หรือสถาปนิก

 

นักการเมืองต้องการ จนถึงขาดไม่ได้ ในสิ่งที่บางครั้งชาวบ้านธรรมดาก็คิดว่าไร้ความหมายสำหรับเขา

 

รูปแบบการแต่งตัวของคนญี่ปุ่นแตกต่างอย่างมากกับคนยุโรป

 

เพราะอะไร ?

 

ทำไม ?

 

นั่นเป็นเพราะว่า สิ่งที่แต่ละสังคมต้องการให้คนในสังคมของตนเองรับรู้ นั้นต่างกัน รูปแบบทางความคิดสำเร็จรูป จึงถูกสร้างขึ้นมา แล้วชงให้ คนเหล่านั้นในสังคมบริโภค ผ่านทาง สื่อรูปแบบต่างๆ การเรียนรู้ การศึกษา การอบรม ทั้งโดยตั้งใจ โดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์จากสังคมนั้น และต้องการควบคุมสังคมนั้นให้เป็นไปในทางที่ต้องการ หรือทั้งโดยที่ไม่ตั้งใจ จากผลกระทบแบบลูกโซ่ จากพฤติกรรม ของคนในสังคมนั้นเอง  

 

Pattern ทางความคิด ที่ใหญ่มากอีกอย่างหนึ่งคือ ศาสนาและลัทธิทางการเมือง

 

ศาสนาทำให้บุคลิก นิสัย ความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ การแต่งตัว ของคนเป็นล้านๆ แตกต่างกันได้ กับคนที่ต่างศาสนากัน ลัทธิทางการเมืองก็เช่นกัน ที่ทำให้คนเป็นล้านๆ คิด เชื่อ รวมทังปฏิบัติ ไปในทางเดียวกัน บางครั้งก็ทำให้คนฆ่ากันเล่นแก้เซ็ง เพราะ  Pattern ทางความคิด ไม่ตรงกัน

 

จะเห็นได้ชัดเจนเป็นอย่างยิ่งว่า Pattern ทางความคิด สำคัญมากในสังคมมนุษย์ (ในสังคมสัตว์บางครั้ง) Pattern ทางความคิด สามารถสร้างให้เกิดความต้องการทางสังคมให้ไปในทางเดียวกันได้ ให้เชื่อแบบเดียวกัน รักแบบเดียวกัน หลงแบบเดียวกัน และบางครั้งก็ยอมตายได้เพื่อ Pattern ทางความคิด ของกลุ่มตน เหมือนเหตุการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต (ex. สงครามนักศึกษา สงครามโลกครั้งที่สอง ๙ล๙)

 

ปัจจุบัน ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดของ กลุ่มบุคคล และบุคคล ที่ชอบเล่นกับการชง Pattern ทางความคิด ให้กับคนทั้งหลายในสังคมเล็กๆของเขาบริโภคและเกิดความคิดแบบเดียวกันขึ้นมา ก็คงไม่พ้นกับเหตุการณ์ในเมืองไทย(ในช่วงที่ผู้เขียนกำลังเขียนอยู่) ความขัดแย้ง ทางสังคมที่เกิดขึ้น และ แบ่งขั้วประเทศออกเป็นหลายฝ่าย เป็นปัญหา ของ Pattern ทางความคิด ที่ค่อนข้างรุนแรง

 

ทั้งหลายทั้งปวงมันก็ขึ้นอยู่กับคุณ มันก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะยอมรับ Pattern ทางความคิด นั้นหรือไม่

 

สิ่งเหล่านี้มีทั้งข้อดีและขอเสีย ขึ้นอยู่กับคนที่ชง เขาต้องการอะไร เพื่ออะไร จุดจบอยู่ที่ไหน

 

Pattern ทางความคิด ที่มีจุดมุ่งหมายดีมีมากมาย ที่แย่ๆ เลวๆ ก็มีมากมายเช่นกัน

 

ขึ้นอยู่กับคนใช้และคนที่รับ

 

ถ้าคุณรู้จักวิธีชงให้อร่อย คนที่ดื่มก็จะรู้สึกดี ...